วิกฤติขยะโควิดล้นเมือง

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 นอกจากส่งผลต่กสุขภาพแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาขยะตามมาได้ด้วย ท่ามกลางภาวะรณรงค์ลดการใช้พลาสติกที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันการใช้พลาสติกในยุคโควิด มาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ 

1.กลุ่มหน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่นหน้ากากอนามัยแบบที่คนทั่วไปใช้กัน รวมทั้งหน้ากากทางการแพทย์ เช่น N95 ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ได้ออกคำเตือนถึงเรื่องวิกฤตการณ์ของขยะในอนาคตหลังจบโควิด-19 โดยเฉพาะขยะทางการแพทย์ที่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น อาทิ ขวดแอลฮอลล์ ขวดเจลแอลฮอลล์ ขวดน้ำเกลือ ถุงใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ 

2. กลุ่มขยะพลาสติกจากธุรกิจอาหาร ซึ่งมาจากข้อกำหนดให้สั่งกลับบ้านเท่านั้น จนทำให้ต้องเน้นสั่งอาหารจากบริการรับ-ส่งอาหาร หนีไม่พ้นที่ต้องใช้ถุงพลาสติกและภาชนะพลาสติกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นถาด ซอง กล่อง หรือแม้กระทั่งช้อน ส้อม และไม้จิ้ม บางร้านก็แยกถุงแยกกล่องยิบย่อย เนื่องจากกังวลปัญหาเรื่องรสชาติ สุขอนามัย และความสะดวก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้น โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุขยะประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เนื่องจาก การใช้บริการรับส่งอาหารที่มากขึ้นถึง 3 เท่า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้านและโรงเรียนหยุดขณะที่ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครพบขยะอาหารและขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วเพิ่มขึ้นถึง1,500กิโลกรัมต่อวันซึ่งปริมาณขยะเป็นเรื่องวิกฤติซ้อนวิกฤติและต้องเร่งรับมือโดยเฉพาะการจัดการอย่างมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนภาครัฐและภาคเอกชนควบคู่กับให้ความสำคัญความเป็นอยู่ของประชาชนและผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่เกิดอยู่ในขณะนี้ 

จึงขอความร่วมมือให้ประชาชน และผู้ประกอบการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเท่าที่มีความจำเป็น ลดขยะพลาสติกและแยกขยะเพื่อนำกลับมารีไซเคิล ส่วนขยะอาหารและขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ขอความร่วมมือให้แยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของกลุ่มพนักงานเก็บขยะและลดภาระบ่อฝังกลบ 

โดยการดำเนินงานแบ่งออกเป็น ระยะแรกเป็นการรณรงค์ให้ครัวเรือนร่วมกันแยกขยะติดเชื้อและรีไซเคิลออกจากขยะทั่วไป ขณะที่การดำเนินงานในระยะต่อไป ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ที่จะถึง โครงการจะดำเนินการโมเดลนำร่องระบบ “การเรียกคืนขยะพลาสติก”บนถนนสุขุมวิท เพื่อลดปริมาณขยะอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้พื้นที่ดิสเคาน์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เกต เช่น เทสโก้ โลตัส สาขาอ่อนนุช และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ ฯลฯ เป็นจุดรับขยะพลาสติกสะอาดและแห้งจากผู้บริโภค เพื่อเข้าสู่เครือข่ายผู้ให้บริการและขนส่งทรัพยากรไปยัง “Waste hub” และเข้าสู่ขั้นตอนการรีไซเคิล (recycle)ไปจนอัพไซเคิล (upcycle)และหวังว่าโครงการจะสามารถขยายผลโมเดล “การเรียกคืนขยะพลาสติก”ไปสู่ถนนอื่นๆ รวมถึงการมีพันธมิตรมากขึ้นในการดำเนินการในอนาคต

ทางด้านเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network หรือ TRBN) ได้รณรงค์ให้ทุกบ้านฝึกวินัยจากต้นทาง โดยทำการแยกพลาสติกใช้ครั้งเดียว และขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไปง่ายๆ และทำได้ทันทีคือ ขยะพลาสติก ให้แยก-ล้างน้ำ-ตากและเช็ดให้แห้ง ส่วนขยะอันตราย ให้แยก-ตัด-มัดใส่ถุงติดป้ายบ่งชี้ ทั้งนี้ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้พนักงานเก็บขยะ ส่งพลาสติกและวัสดุอื่นๆ เข้าสู่ระบบ recycle หรือ upcycle ลดภาระบ่อฝังกลบ และทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นไปได้จริง เพื่อความยั่งยืนต่อไป

นอกจากการลดขยะที่ปลายทางแล้ว ในการปฏิบัติลดขยะต้นทางนั้น เราสามารถลดการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้ด้วยการทำกับข้าวรับประทานเองที่บ้าน เพื่อเป็นการลดจำนวนขยะจากกล่องใส่อาหาร ช้อนส้อม ถุงพลาสติก แก้วพลาสติก และหลอดดูด จากบริการเดลิเวอรี่ แถมยังเป็นกิจกรรมในการสร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันภายในครอบครัวได้อีกด้วย หรือหากยังมีความจำเป็นต้องสั่งอาหารก็สามารถปฏิเสธการรับช้อน-ส้อมพลาสติกจากร้านค้าได้

ดังนั้น การจัดการกับปัญหาขยะล้นเมือง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งปลุกจิตสำนึกในการลดการใช้พลาสติก กระดาษ หรือขยะที่ไม่จำเป็น ตลอดจนการเร่งทำความเข้าใจในการการแยกขยะก่อนทิ้ง ซึ่งเหล่านี้สามารถดำเนินการได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอให้จบเรื่องโควิด-19 เพราะมิเช่นนั้น เราอาจจะมีวิกฤติการณ์ใหม่เกิดขึ้นก็ได้ นั่นคือ “ขยะล้นโลก”

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •