Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort

📍 1 ในรีสอร์ต Bucket List 🐘

ที่กานต์คิดว่าก่อนตายต้องมานอนให้ได้สักครั้ง

Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort

กานต์พูดไม่ผิดหรอกครับ เพราะตั้งใจว่าอยากจะมาพักที่นี่แล้วหลายครั้ง แต่จนแล้วก็คลาดกันทุกที

เชียงรายทริปล่าสุดนี้จึงไม่พลาด #มานอนกับช้างกลางป่า แถวสามเหลี่ยมทองคำ จุดเชื่อมต่อพรมแดน 3 ประเทศคือไทย พม่าและลาว บรรยากาศดีมาก กลางคืนนอนดูดาว กลางวันนั่งดูช้าง แนะนำว่าให้เลือกเป็นแพ็กเกจแบบรวมอาหารเลยครับ สะดวกดีกว่ามาก

เราจองเป็น Jungle Bubble Lodge เอาไว้ ซึ่งเป็นโดมใสขนาดใหญ่แบบ 2 เตียง ซึ่งเป็น Add-On นะครับ นั่นหมายความว่าเราต้องจองห้องพักปกติเอาไว้ก่อนเพื่อพักผ่อนในช่วงกลางวัน กานต์เลือกเป็น Three Country View Suite เราจะมองเห็นวิวสามเหลี่ยมทองคำจากในห้องเลยครับ

ส่วนตอนเย็นช้างจะมารับเราจากห้องพักเดินเข้าป่าเพื่อไปที่ Jungle Bubble Lodge ด้วยกัน เราจะทานดินเนอร์กันที่นั่น มีเชฟมาปรุงอาหารให้ โดยจะมีช้างอยู่เป็นเพื่อนตลอดคืนจนถึงเช้า คืนนี้เป็นเวรของช้างน้องโบว์ (44 ขวบ) และพูนลาภ (อายุ 36 ขวบ) มาคอยเฝ้ายาม นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก อยากให้ได้ลองกันสักครั้ง

ขอเล่าเรื่องช้างก่อนเลยครับ จะได้ไม่ดราม่า เพราะเห็นถามกันมาเยอะมาก ผมได้ไป Walking with Giant ซึ่งเป็นกิจกรรมเดินป่ากับช้างในตอนเช้า ได้เจอกับคุณหมอที่เป็นสัตวแพทย์ดูแลช้างในมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (GTAEF) เล่าให้ฟังว่า

ช้างที่นี่ส่วนมากมาจากการที่มูลนิธิไปช่วยรับดูแลต่อจากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งจากปางช้างที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ช้างที่เคยทำงานด้านท่องเที่ยว ช้างลากไม้ ช้างตกงาน ช้างเร่ร่อน ช้างที่มีปัญหาสุขภาพ มูลนิธิรับมาดูแลหมด เป็นลักษณะของการเช่าช้าง มีค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน สวัสดิการรักษาพยาบาล และการศึกษาแก่ควาญช้างที่มีบุตร ทำให้ควาญและช้างไม่จำเป็นต้องเร่ร่อนหาเงินหรือหมุนวนเอาช้างมาขายให้มูลนิธิแล้วก็ไปหาช้างเชือกใหม่ไปเดินเร่ต่อ ทั้งนี้มูลนิธิไม่สนับสนุนให้มีการผสมพันธ์ุช้างเพื่อการซื้อขาย และก็จะไม่มีการปล่อยให้ช้างตัวผู้มาอยู่กับช้างตัวเมียในช่วงฤดูผสมครับ

ตอนนี้มูลนิธิดูแลช้างทั้งหมด 20 เชือก เป็นช้างตัวผู้ 2 เชือก ตัวเมีย 18 เชือก ที่นี่จะอยู่กันตามธรรมชาติ เพราะพื้นที่รีสอร์ตใหญ่กว่า 400 ไร่และส่วนมากเป็นพื้นที่ป่าโดยจะมีควาญหรือพี่เลี้ยงช้างที่อยู่คู่กันมานานคอยดูแล #พี่ช้าง ต้องเรียกพี่เพราะช้างหลายเชือกอายุ 40-50 ปี ที่นี่มีหมู่บ้านควาญ จัดให้พักแยกออกไปจากส่วนของรีสอร์ต เพื่อให้ควาญกับช้างได้อยู่กลางป่าแบบที่เคยเป็นมา โดยมีโป่งให้ช้างหาอาหารกิน มีพื้นที่ให้ช้างเดินออกกำลัง มีแม่น้ำให้ช้างเล่น

ผมได้แวะเข้าไปทักทายพี่ควาญด้วยครับ ไปช่วยเค้าอาบน้ำช้างกันด้วย แต่จะไม่มีกิจกรรมขี่ช้างนะครับ ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่ดูแลทุกคนดีมาก ทั้งพนักงาน ควาญและช้างเอง

กิจกรรมในรีสอร์ตก็เยอะมาก แนะนำว่าให้จองมาขั้นต่ำ 3 คืนเลยครับ อาจจะเลือกนอนที่ Bubble สักคืน ส่วนอีก 2 คืนเราก็มา Leisure กันสบายๆ ตอนสายจะมีพนักงานชวนไปนั่งรถจิ๊บชมบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ต บางวันตอนเย็นๆ เราก็ขับ Royal Enfield Classic 500 sidecar ออกไปเที่ยวแถวๆ สามเหลี่ยมทองคำกัน ส่วนเช้าอีกวันก็ไปล่องเรือกลางชมบรรยากาศกลางแม่น้ำรวก ซึ่งตอนนี้แขกที่เข้าพักจะต้องนั่งรถจากสนามบินแม่ฟ้าหลวงมาลงที่ท่าเรือสามเหลี่ยมทองคำแล้วมาขึ้นเรือเพื่อนั่งต่อไปยังรีสอร์ต เป็นไฮไลท์ที่เก๋มากครับ

เสียดายนิดเดียวช่วงที่ไป พายุเข้าพอดี ท้องฟ้าเลยไม่ค่อยสวยมาก ภาพทริปนี้เลยออกมาโทนเขียวๆ ดูหม่นๆ แต่เชื่อเถอะครับว่า ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ เพราะตอนเช้าเราจะเจอหมอกลงหนา กานต์ว่านี่เป็นทริปเชียงรายในมุมใหม่ที่มอบประสบการณ์ได้น่าประทับใจ Exclusive สุดๆ

#Anantara#anantaragoldentriangle#ChiangRai#elephant

ถ่ายภาพเป็นบันทึกความทรงจำที่ Jungle Bubble Lodge กับพี่ช้าง เป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจสุดๆ เมื่อได้เข้ามาพักที่ Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort

ทริปนี้ ราวกับได้พาย้อนอดีตไปสู่ป่า นั่งรถจิ๊บออกตามล่าขุมสมบัติกัน ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติ ป่าไม้ สายน้ำ สนุกสนานมากครับ

แท้จริงแล้ว สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือการได้อยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างกลมกลืน

การเดินทางของเรา ทริปนี้เริ่มต้นจากที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีรถของรีสอร์ตไปรับ ตอนนี้ท่าเรือปรับปรุงเสร็จแล้ว เราจะนั่งเรือจากท่าเรือตรงสามเหลี่ยมทองคำ ล่องไปตามแม่น้ำรวกต่อมายังรีสอร์ต Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort ใช้เวลาไม่นานแต่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดีครับ

หรือหากใครชอบนั่งเรือชมบรรยากาศ ก็สามารถติดต่อรีสอร์ตได้ มีกิจกรรมให้เราได้ Explore เช่นกัน

ทริปนี้เราพักห้องแบบ Three Country View Suite มาพร้อมกับ Golden Triangle Luxury Explorer Package และได้รับสิทธิ์ในการจองเข้าพักที่ Jungle Bubble Lodge 2 ห้องนอน ซึ่งเราต้องจองห้องพัก ในส่วนของ Hill Top เอาไว้ด้วยครับ จะได้พักผ่อนในเวลากลางวัน

อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ต อยู่ที่กลางป่าแถวสามเหลี่ยมทองคำ ราวๆ 1 ชั่วโมงจากสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย อาคารเป็นแบบล้านนาประยุกต์ท่ามกลางป่าไม้เขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร

รีสอร์ตตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และพม่า ในจุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน หันหน้าออกทางแม่น้ำและสามเหลี่ยมทองคำ โดยมีทุ่งหญ้าริมแม้น้ำเบื้องล่างไว้เป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ตและมูลนิธิ โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ อีกด้วย

ตัวอาคารจะมีโถงกลางคอย Drop-Off จากนั้นเราเดินเข้ามาด้านในจะเป็นคอร์ทกลาง อ้อมสระบัวไปเล็กน้อย เพื่อจะไปยังล็อบบี้เช็คอินกันด้านใน

เดินเข้ามาเล็กน้อยจะพบกับการตกแต่งในสไตล์ล้านนาประยุกต์ ทั้งหลังคาไม้ หลังคาดินเผา มีกาแลประดับ บานหน้าต่าง ซุ้มประตูแบบทางภาคเหนือ พร้อมกับภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรงดงาม

เราเดินผ่าน Hallway ซึ่งเป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยงานไม้แกะสลัก เสาหินโลหะรูปช้าง ด้านข้างมีที่นั่งพักริมบ่อน้ำให้ความรู้สึกเย็นใจ พลอยทำให้หายเหนื่อยจากการเดินทางได้

เมื่อเดินเข้ามาด้านในก่อนจะเข้าไปยังล็อบบี้ จะมีไฮไลท์คือ สัตตภัณฑ์ ขนาดใหญ่ เป็นเชิงเทียนแบบล้านนา สำหรับตั้งไว้หน้าพระประธานในวิหาร งานแกะสลักเป็นรูปสามเหลี่ยมเศียรเป็นพญานาค มีเชิงสำหรับปักเทียน 7 เล่ม ตามชื่อเลยครับ ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์ เพื่อแสดงความเคารพศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา

ระหว่างรอเช็คอิน พนักงานจะเชิญเราไปนั่งพักบนแหย่งไม้ เป็นที่นั่งขนาดใหญ่ พร้อมมุ้งสายสูงราวกับอยู่บ้านบ้านล้านนาโบราณ

รีสอร์ตจัดวางที่นั่งไว้หลายจุดสำหรับพักผ่อนครับ และเป็นมุมถ่ายรูปที่อลังการดุจเจ้านาง เจ้านาย

มุมนี้ผมก็ชอบครับ มองลงไปจะเห็นเป็นห้องอาหารอยู่ด้านล่าง

ใกล้กันกับที่นั่ง จะตั้งเป็นตู้หนังสือราวกับห้องสมุดขนาดย่อม ให้เราได้นั่งพักผ่อนสบายๆ กับนิยายเล่มโปรด

จากนั้น พนักงานจะนำเราเข้าห้องพักกันก่อนนะครับ เลือกเป็นห้อง Three Country View Suite มีขนาดใหญ่มองเห็นวิวแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงจากภายในห้อง มีแยกส่วนของ Living ที่มาพร้อมกับระเบียงพักผ่อน

คั่นตรงกลางด้วยทีวีแบบหมุนจอได้ อีกฝั่งจะเป็นเตียงนอนที่มองเห็นวิวภายนอกได้ชัดเจนเช่นกัน หัวเตียงตกแต่งสวย มาพร้อมกับระเบียงส่วนตัวที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ให้เราตื่นเช้าๆ มาชมพระอาทิตย์ขึ้น (ซึ่งทริปนี้ไม่ค่อยมีแดดเลยครับ 😭)

เชื่อมต่อกับเตียงนอนจะเป็นห้องน้ำที่คั่นกลางด้วยอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ภายในห้องน้ำมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ติดกันจะเป็นห้องแต่งตัวและเก็บของอยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้า

กิมมิคเล็กๆ หลังจากเราเข้าห้องพักเพื่อเป็นการรีเฟรชก็คือการผสมเครื่องดื่มเมนู “แม่สรวย” ที่ทางรีสอร์ตจัดเตรียมไว้ให้แล้ว พร้อมน้ำแข็ง ผลไม้และขนม เป็นการต้อนรับเข้าพักอีกครั้ง

เนื่องจากห้องนี้จะวิวดีที่สุดครับ ห้องพักเลยอยู่ตรงกับสระว่ายน้ำ เพราะเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดเช่นกัน ดังนั้น เราจะได้บรรยากาศของแม่น้ำและสระว่ายน้ำในเวลาเดียวกัน มองเห็นลิบๆ นั่นคือแม่น้ำโขงและฝั่งของลาวกับพม่า เพื่อนบ้านของเราครับ

พนักงานมาเคาะประตูชวนไปนั่งรถจิ๊บชมบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ต มันช่างดูคลาสสิคมาก นึกไปถึงยุคอุตสาหกรรมป่าไม้เฟื่องฟู ฟีลลิ่งดูลุยๆ ดิบๆ สองข้างทางเป็นป่า ถนนบางจุดในรีสอร์ตยังเป็นดินอยู่เลยครับ

ขับรถผ่าน Herb Garden ขอแวะชมสักหน่อย เป็นแปลงผักและฟาร์มรวมถึงโรงเพาะเห็ด ที่เชฟจะนำผลิตผลไปใช้ปรุงเป็นอาหารในรีสอร์ต

ผมเห็นมีผักไผ่เลยถามว่าใช้ด้วยเหรอครับ มีเมนูอะไร

“ยำจิ้นไก่” ค่ะ พนักงานตอบ

อ่ะ เย็นนี้ต้องรีเควสเชฟหน่อยนะ ของโปรดผมเลยนะเนี่ย

ที่นี่มีรังผึ้ง แต่ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เลยเรา หันไปอีกฝั่งเป็นโรงเลี้ยงไก่ แต่มีจำนวนไม่เยอะมาก ใกล้ๆ กันหันไปจ๊ะเอ๋กับพี่ถึก ควายเจ้าถิ่น กำลังเอนจอยอยู่กับของว่าง สัตว์ที่นี่จะอยู่กันตามธรรมชาติสบายๆ เพราะมีพื้นที่ป่าเหลือเยอะมาก

In a Jeep, you get the full service to the senses. Howl of tires, leaks in the soft top, the bumps and grinds, the never-ending uncertainty of actually making it there. Oh boy, this is a Jeep

– Jeep Lover

ระหว่างทางจะมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ให้ช้างได้เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน

ช้างทุกเชือกจะมีควาญประจำตัวคอยดูแล พาไปเดินเล่น อาบน้ำ เข้าป่า หาอาหาร เป็นการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราแทบจะไม่ได้ยุ่งกับช้างมากกว่าการเฝ้ามองดูเขาเหล่านี้ดำเนินวิถีชีวิตแบบที่มันควรจะเป็น

ช่วงเย็น ได้เวลาเดินเข้าป่าไปที่ Jungle Bubble Lodge โดยมีเจ้าป่าที่จะทำหน้าที่ไกด์และเป็นยามเฝ้าเราในคืนนี้ พาเดินไปพร้อมกันครับ

ใช้เวลาเดินไม่นานประมาณ 15 นาที เพราะช้างอาจจะมีแวะสอยอะไรกินบ้างก็ปล่อยเขาครับ

เรามาถึงที่ Jungle Bubble Lodge แล้ว จะเป็นแบบ 2 ห้องนอน ซึ่งจะอยู่คนละจุดกับแบบ 1 ห้องนอนที่เรียกว่า Jungle Bubble เฉยๆ ครับ

Jungle Bubble Lodge จะมีขนาดใหญ่กว่าและเป็นส่วนตัวกว่า มี 2 ห้องนอน พักได้ 4 คนครับ มาพร้อมกับห้องน้ำส่วนตัว 2 ห้องและพื้นที่กลางแจ้ง อ่างจากุซชี่ และมีศาลาพักผ่อน เป็นการนอนเล่นอยู่กลางป่าที่แท้จริง

คืนนี้เราจะนอนกันที่นี่ครับ มีเพียงเรา ดวงดาวกับช้างเท่านั้น

ภายในเป็นเตียงไม้ขนาดใหญ่ แบบเดียวกับในรีสอร์ตเลยครับ มาพร้อมกับหมอนหนานุ่ม โคมไฟอ่านหนังสือที่หัวเตียงและที่นั่งชมวิวบริเวณปลายเตียง ทั้ง 2 ห้องนอนจะตกแต่งเหมือนกัน

โดมเต็นท์ ออกแบบโดย SkyBubbles ใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari มีความทนทานมากเป็นระบบสุญญากาศในการเปิดปิดประตู

พอตกค่ำเริ่มเปิดไฟ ภายนอกเริ่มมืดมีเพียงแสงทไวไลท์ เป็นภาพที่สวยมาก น่าจดจำที่สุด เสียดายช่วงที่ไปแอบมีฝนตกๆ หยุดๆ เป็นพักๆ แต่คิดว่าช่วงฤดูหนาวคงจะสวยมาก ใครสนใจจะไปอยากจะให้รีบจองเนิ่นๆ เพราะมีจำนวนเพียง 2 Jungle Bubble กับอีก 1 Jungle Bubble Lodge เท่านั้นครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.anantara.com/…/experiences/jungle-bubbles

เอาภาพห้องน้ำมาให้ดู อาจจะไม่ได้กว้างใหญ่แต่ก็ Luxury และมีสิ่งอำนวยความครบครัน อาบน้ำร้อนน้ำเย็นได้สบายมาก เรียกว่าเป็นห้องน้ำกลางป่าที่ผมว่าดูหรูหรามากที่สุดแล้ว

ก่อนเริ่มมื้ออาหารค่ำ พนักงานจะนำปิ่นโตของว่างมาให้เราทานกันก่อน ระหว่างที่เชฟกำลังเตรียมอาหารอยู่ด้านล่างของ Bubble

ส่วนพี่ช้างจะอยู่ลานด้านหน้า Bubble จะไม่เดินเข้ามาหาเรานะครับเพราะมีรั้วกั้นไว้อีกชั้น แต่เราสามารถเดินลงไปถ่ายรูปหยอกล้อเล่นกันได้ แนะนำว่าเฉพาะตอนที่ควาญช้างอยู่ด้วยนะครับ

ดื่มด่ำกับประสบการณ์ใหม่เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาอาหารค่ำมื้อแรกที่ Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort มาพร้อมกับอาหารเซ็ทใหญ่มีให้เลือกว่าจะรับอาหารไทยหรืออิตาเลี่ยน

ระหว่างที่เรากินข้าวก็จะได้ยินเสียงช้างกินอ้อยกินหญ้า ยังกินไม่หยุดเลยครับตั้งแต่มาถึง เพิ่งสังเกตว่าช้างกินเยอะมาก ไปถามคุณหมอมา บอกว่าช้างกินต่อวันเกือบ 300 กิโลกรัม หรือ 8-10% ของน้ำหนักตัวช้าง ดื่มน้ำวันละ 120-150 ลิตร

ไม่รู้แข่งกันกินอยู่รึเปล่าระหว่างคนกับช้าง เพราะอาหารที่เชฟจัดมาให้ก็เยอะแยะมากมายเหลือเกินครับ ทั้งอาหารทานเล่น อาหารเรียกน้ำย่อย (น้ำพริกหนุ่มอร่อยมาก นัวสุด) ต้มยำกุ้งที่เป็นซุป ผมว่าหวานไปนิด รสชาติติดสไตล์ฝรั่งไปหน่อย ส่วนข้าวซอยไก่ก็อร่อยดีหอมเครื่องเทศ ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นข้าวเหนียวมะม่วงครับ

ห้องนอนของเราในคืนนี้ครับ ยังไม่ทันจะนอนเลย บรรยากาศก็ชวนฝันเสียแล้ว

ใครที่กลัวว่าโดมใสจะนอนไม่หลับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ถ้าปิดไฟก็คือมืดหมดแน่นอน แต่รีสอร์ตก็เตรียมผ้าปิดตาเอาไว้ให้ด้วยครับ

ส่วนตัวผมไม่ได้ใส่เพราะตั้งใจว่าคืนนี้เราจะนอนดูดาว (ซึ่งมีไม่มากอย่างที่คิด เป็นเพราะช่วงเย็นฝนตกฟ้าไม่เปิด) แต่ตอนเช้าถือว่าดีมากครับ พระอาทิตย์ขึ้นมองเห็นแสงทองรำไรที่ปลายขอบฟ้า มองเห็นจากบนเตียงมาเลยครับ

ตื่นเช้าๆ มาพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ และหมอกบางๆ ถ้าเช้ามากจะยังไม่เห็นหมอกชัดนะครับ ต้องรอให้มีความร้อนจากแดดกลายเป็นความชื้น ไอน้ำลอยขึ้นไปเป็นหมอกก่อน

ขออนุญาตจิบเครื่องดื่มเบาๆ หลังตื่นนอนตอนเช้าพร้อมกับชื่นชมธรรมชาติจากด้านใน Bubble

เช้านี้อากาศสดชื่นดีมาก เนื่องจากฝนเพิ่งหยุด เห็นภายในห้องมีมินิบาร์ ชา กาแฟ เตรียมไว้ให้เลยจัดการชงเอง ถือเดินมาดื่มหน้า Bubble พี่ช้างเริ่มกินอีกแล้วครับ

ชอบความที่มีอ่างจากุซชี่ให้เราได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ สายน้ำที่ปรับอุณหภูมิและแสงไฟได้ มองออกไปเห็นช้างและป่าไม้ เช้านี้เงียบสงบดีมากครับ

ประมาณ 7 โมงเช้า ควาญจะมารับพี่ช้างออกไปทาน Breakfast เหมือนจะรู้เวลาเพราะว่ามายืนรอหน้ารั้วเลยครับ คงเหนื่อยแหละกิน เอ๊ยย เฝ้ายาม ทั้งคืน

มีคนถามว่าได้เห็นช้างหลับไหม … มองไม่ค่อยเห็นเลยครับเพราะตอนกลางคืนค่อนข้างมืด ก็ในป่าอ่ะเนอะ

จากนั้น อีกสักครึ่งชั่วโมงเราจะเจอกันอีกรอบเพราะมีกิจกรรม Walking With Giants

ทีมงานและคุณหมอ มารับเราไปเดินป่ากับช้างกัน ก่อนจะออกเดินก็ต้องทักทายทำความรู้จักกันไว้ก่อน กิจกรรมนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงครับ แล้วแต่เรา

พี่ช้าง 3 เชือกของเราในเช้านี้ที่จะเดินเล่นชมป่าไปด้วยกันคือ ป้าบุญศรี อายุ 52 โบว์ อายุ 44 และพูนลาภ อายุ 36 ปี ช้างเหล่านี้จะไม่ดุร้ายสามารถเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดได้ แต่จะไม่อนุญาตให้ขึ้นขี่หลังช้างนะครับ

เราจะเดินไป คุยกันไป ผมฟังคุณหมอเล่าเรื่องมูลนิธิและช้าง น่าสนใจและเห็นใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะปัจจุบันค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

แม้มูลนิธิจะมีรายได้จากเงินบริจาคแต่ก็เรียกว่ายังไม่ค่อยเพียงพอ เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างทั้งค่าอาหารและอื่นๆ มากถึงเดือนละ 1 ล้านบาท หรือปีละ 12

เราเดินกันมาจนถึงริมแม่น้ำรวก แต่อยู่โซนด้านบนนะครับ ปกติแล้วเราจะเดินกันด้านล่างให้ช้างได้สัมผัสน้ำด้วย แต่ช่วงนี้ฝนตกพายุเข้าดินโคลนและแอ่งน้ำเยอะ ทำให้เดินไม่ค่อยสะดวก ได้แต่ชมวิว สวยมากครับ

เดินกันไปจนถึงหมู่บ้านของควาญช้างและเป็นที่พักของช้าง ก็ได้เวลาเลิกงานครับ

ผมได้สัมผัสถึงความรัก ความเอาใส่ใจของควาญกับช้างราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ดูแล้วช้างจะมีความสุขมากครับ

พี่ควาญชวนเราไปอาบน้ำช้างกัน หลังจากเดินลุยดินลุยโคลนกันมา ซึ่งที่บ้านพักจะมีลานอาบน้ำช้างจัดไว้พร้อม

เนื่องจากเราค่อนข้างคุ้นเคยกันมาสักพัก ช้างก็ดูจะมีความสุขดีที่ได้สัมผัสน้ำเย็นๆ เป็นกิจกรรมที่สนุกมาก แต่อาจจะเปียกหน่อยนะครับ

จากนั้น ก็ส่งช้างให้กับพี่ควาญ ผมชอบภาพนี้มาก เหมือนกับเป็นสัมผัสแห่งความห่วงใย

ถ้าเป็นคนในบ้านก็คงจะถามว่า “เป็นไงบ้างวันนี้ ทำงานมาเหนื่อยไหม”

อ่ะ อ้อนๆ

“They say an elephant never forgets. What they don’t tell you is, you never forget an elephant.”

-Bill Murray

เราแวะไปอาบน้ำที่ห้องพักก่อนจะลงมาทานอาหารเช้ากันในบรรยากาศสบายๆ เช้านี้ฟ้าใสดีครับ

ห้องอาหารเช้าที่นี่ชื่อ Sala Mae Nam บรรยากาศดี แนะนำว่าเวลาสั่งอาหารถ้าใครชอบรสจัดจ้านแบบผม ให้พนักงานวงเล็บไปว่า รสคนไทย รับรองถึงรสถูกปากถูกใจแน่นอน

ระหว่างที่รออาหารเช้า เชฟใหญ่ของห้องอาหาร ชื่อพี่จีโน่ หรือ เชฟพิสิษฐ์ จิโนพงป์ เดินเข้ามาทักทาย คุยกันสนุกสนานออกรสออกชาติ เชฟเล่าประสบการณ์ที่เคยไปอยู่ในโรงแรมรีสอร์ตชั้นนำมาแล้วทั่วโลก ก่อนจะมาประจำการอยู่ที่นี่ ฟังเรื่องราวชีวิตแล้วสนุกสนานดีครับ พร้อมกับคิดว่า หนทางของแต่ละคน ไม่เคยง่าย

คุยกันคุยกันมา เอ้า!! คนบ้านเดียวกัน เป็นพี่โรงเรียนผมเองที่ “บุญวาทย์วิทยาลัย”

อาหารเช้าจะเป็นแบบ Made to order มีเมนูให้เลือกหลากหลายทั้งสารพัดไข่ ครัวซองก์ ชีสรวม Avocado Toast และมีเมนูท้องถิ่นให้ลองชิมด้วยครับ ผมสั่งเป็น Mohinga (โมฮิงกา) น่าจะเป็นอาหารพม่า อารมณ์ข้าวซอยผสมขนมจีนน้ำยาปลา แต่เป็นขั้นกว่า เส้นบะหมี่เหลืองแบบพม่าเสิร์ฟพร้อมน้ำยาปลาใส่หยวกกล้วยกับลูกชิ้นปลาและเครื่องเคียง

ห้องอาหาร Sala Mae Nam จะเป็น All Day Dining บริการอาหารทุกมื้อ ซึ่งผมก็ฝากท้องกันไว้ที่นี่ทุกมื้อเลยครับเพราะเราเลือกเป็นแพ็กเกจรวมอาหารมาแล้ว หรือใครที่จองมาแต่ห้องพักก็สามารถเลือกมาทานกลางวันหรือมื้อเย็นที่นี่ได้เช่นกัน

มื้อกลางวันเราเริ่มจากเมี่ยงคำ เสิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยครับ

มื้อกลางวัน สั่งอาหารมาลองทานหลายอย่างมาก แต่อยากเน้นอาหารเหนือมากกว่าเพราะอยู่กรุงเทพไม่ค่อยได้ทาน

ที่ติดใจและขาดไม่ได้เลย แนะนำว่าต้องสั่งคือออร์เดิร์ฟเมืองครับ ยังคงติดใจน้ำพริกหนุ่ม และสั่งข้าวผัดน้ำพริกหนุ่มมาทานกับแกงฮังเล ยำจิ้นไก่ ห่อหมก รสชาติไทยๆ อร่อยทุกจาน

มาดูภาพห้องอาหารตอนมื้อค่ำกันบ้าง ยิ่งเปิดไฟยิ่งสวย

ใกล้กันมีบาร์ให้นั่ง ชื่อ Elephant Bar อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ บรรยากาศแบบโอเพ่นแอร์รับลมเย็นๆ ตอนหัวค่ำ

จริงๆ สามารถนั่งได้ทั้งวัน บ่ายๆ ก็สั่งชากาแฟมาดื่มได้ หรือหัวค่ำใครอยากจิบก็เชิญตามสบายครับ

สระว่ายน้ำอยู่ใกล้ๆ กับบาร์ และสามารถมองจากห้องพักของเราลงมาได้ด้วย วิวภูเขาสวยเชียวครับ

ตอนบ่ายแก่ๆ ไปนั่งรถ Royal Enfield Classic 500 sidecar เที่ยวกันรอบๆ สามเหลี่ยมทองคำ รถเท่มาก ขับรับลมชมวิวสบายๆ

จุดแรกเป็นวัดพระธาตุดอยปูเข้า
เป็นวัดและโบราณสถานที่สร้างในสมัยหิรัญนครเงินด้านบนเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นสามเหลี่ยมทองคำได้ชัดเจน แต่ผมชอบมุมบันไดรูปปั้นพญานาค ถ่ายรูปสวยดีครับ

เอาจริงๆ เชียงรายมีวัดสวยๆ โบราณสถานเยอะมาก เราขับรถลัดเลาะไปเรื่อย ได้ฟีลชมวิถีชีวิตชาวบ้าน

ส่วนเช้าอีกวันไปล่องเรือแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกชมบรรยากาศของสามเหลี่ยมทองคำ ล่องเรือผ่านพระพุทธรูปสีทององค์โตประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำโขง งานพุทธศิลป์แบบเชียงแสน งดงามมาก เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกัน เพราะจะมองเห็นสามประเทศ

บรรยากาศกลางแม่น้ำโขง ตอนเช้าๆ แดดดีสีสวยมาก มองเห็นความเขียวชอุ่มของต้นไม้และความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ

อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่อยากแนะนำ ส่วนผมได้มาแล้วถือว่าทำสำเร็จตาม Bucket List ที่วางไว้ ได้มานอน Jungle Bubble Lodge ที่ใฝ่ฝัน กลางวันได้ไปเดินกับช้าง ล่องเรือ ขี่มอเตอร์ไซค์ชมสามเหลี่ยมทองคำ เป็นทริปที่ประทับใจและเป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุกมากครับ

สนใจจองห้องพัก สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.anantara.com/th/golden-triangle-chiang-rai

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •