เจาะลึกปัญหา CPTPP : ไทยจะได้อะไรและ “ต้องแลกด้วยอะไร”

CPTPP เป็นชื่อที่หลายคนให้ความสนใจ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยเฉพาะประเด็นที่ไทยจะเข้าร่วมโดยรัฐบาลเตรียมอนุมัติลงนามใน ข้อตกลงความเข้าใจและความคืบหน้าเพื่อหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership-CPTPP) หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก

โดยเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ

คำถามต่อมาก็คือ แล้ว CPTPP เกี่ยวข้องอะไรกับคนไทยทั้งประเทศ และถ้าไทยเข้าร่วมจริงๆ ใครคือผู้มีส่วนได้-เสีย (Stakeholders) จากเรื่องนี้

โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนสนใจและพาดพิงไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ว่า หากรัฐบาลไทยลงนามในข้อตกลง CPTPP ผลของความตกลงจะนำไปสู่การแก้กฎหมายด้านการเกษตร  ส่งผลให้เกษตรกรไทยไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกได้ จะต้องซื้อผ่านบริษัทด้านอุตสาหกรรมเกษตรเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ และหรือเอาเข้าจริง เกษตรไม่ควรเสียสิทธิ์ตรงนี้ให้กับกลุ่มทุน ที่จะยิ่งได้กำไรจาก CPTPP ทั้งยังจะขยายปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้ถ่างกว้างมากขึ้นไปอีก

ย้อนกลับไปในปี 2006 นับเป็นจุดเริ่มต้นของ CPTPP หรือชื่อเดิมว่า TPP (Trans-Pacific Partnership) โดยมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ แต่หลังจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ถอนตัวออกไป ประเทศสมาชิกที่เหลือคือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม จึงเดินหน้าความตกลงต่อนี้ต่อ แต่มีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น CPTPP พร้อมกับเกณฑ์ใหม่ในเรื่องของขนาดของเศรษฐกิจ และการค้าที่เล็กลง แต่มีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น

มีการตกลงยุติข้อบัญญัติ 22 ข้อ เช่น การคุ้มครองอุตสาหกรรมยา การขยายระยะเวลาคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจาก 50 ปีเป็น 70 ปี และการให้สิทธินักลงทุนฟ้องร้องรัฐบาลในบางกรณีที่นโยบายรัฐส่งผลลบต่อธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งส่วนมากเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ สนับสนุน แต่ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศสมาชิกอื่นๆ เท่าไหร่นัก

ขณะที่ไทยเอง โดยคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบที่จะนำไทยเข้าเป็นประเทศหนึ่งที่ข้อตกลง CPTPP เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ไทยได้มากกว่าเสีย”

จากนั้น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำเรื่องให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวก่อนที่จะมีการถอนออกจากวาระการประชุมครม. โดยให้เหตุผลว่ายังมีข้อกังวลบางประเด็น เช่น การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ การเปิดตลาดให้กับสินค้าใช้แล้วที่นำมาปรับปรุงสภาพเป็นของใหม่และการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ และข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดโควิดในปัจจุบัน อาจจะไม่เหมาะสมกับเวลา จึงเห็นขอถอนเรื่องออกไป พร้อมๆ กับเสียงต่อต้านจากประชาชนที่ไม่เห็นด้วย

แม้ข้อดีของการเข้าร่วม CPTPP คือจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยซึ่งเป็นผลบวกกับไทยในระยะยาวไทย และยังจะช่วยดึงดูดการลงทุนที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศสมาชิก อีกทั้งไทยยังจะได้โอกาสการส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอื่น เช่น อาหารทะเลแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  ไปยังแคนาดา และเม็กซิโกที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกอยู่น้อยมาก ทำให้มีโอกาสขยายตัวได้เพิ่มขึ้น 

ส่วนข้อเสียคือ CPTPP ยังมีข้อบัญญัติให้สมาชิกต้องเข้าร่วมในอนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) สมาชิกสามารถนำพันธุ์พืชไปทำการวิจัยเพื่อสร้างพันธุ์พืชใหม่แล้วจดสิทธิบัตรได้ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่หลายคนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยโดยตรง เพราะถ้านำพันธุ์พืชใหม่นี้มาปลูกแล้ว จะไม่สามารถเก็บเมล็ดไปปลูกต่อได้เหมือนเมื่อก่อน ต้องซื้อเมล็ดใหม่เท่านั้น ทำให้ต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น สินค้าย่อมมีราคาแพงขึ้น

อีกทั้ง ตามข้อตกลงต้องมีการเปิดเสรีภาคบริการ ซึ่งอาจจะทำให้ไทยเสียประโยชน์ เรื่องจากไทยมีธุรกิจคุ้มครองไม่อนุญาติให้ต่างชาติดำเนินธุรกิจแข่งขันค่อนข้างหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จะเข้ามาตีตลาดไทยหลังการเปิดเสรีด้านการค้า 

ล่าสุด ครม. มีความเห็นชอบโดยมอบหมาย นายพุทธิพงศ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะวิปรัฐบาล ไปทำหน้าที่ประสานสภาเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ เพื่อหาข้อสรุปว่าไทยสมควรเข้าร่วมเจรจา CPTPP หรือไม่ จะเกิดประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้างในการเข้าร่วมเจรจาครั้งนี้

เบื้องต้นจะมีการหารือกันในวันที่ 10-11 มิ.ย.นี้ หากมีความเห็นพ้องกันว่าไทยควรเข้าร่วมการเจรจา ก็เป็นเพียงขั้นตอนของการเจรจา ยังไม่ได้มีความตกลง แต่หากพิจารณา ศึกษาอย่างละเอียดแล้วโดยคณะกรรมการวิสามัญฯ จะใช้เวลาอีก 30 วันเพื่อหาข้อสรุปและส่งเรื่องเสนอมายัง ครม. อีกครั้งเพื่ออนุมัติต่อไป

แต่สิ่งที่สร้างความกังวลมากขึ้นไปอีกก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ระบุไว้ว่า หากรัฐบาลลงนามในสนธิสัญญาใดๆ กับต่างประเทศ ที่มีผลต่อด้านเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุน อย่างกว้างขวาง ให้รัฐสภาพิจารณาภายใน 60 วัน แต่ถ้าพิจารณาไม่ทัน ให้ถือว่ารัฐสภาเห็นชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่บังคับให้รัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียดให้ประชาชนทราบอีกด้วย เพียงแต่ให้มีการแสดงความเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็นเท่านั้น จึงเกรงกันว่าจะมีการลักไก่สอดไส้วาระได้ทุกเมื่อและตีเนียนในขั้นตอนสภา จนกลายเป็นข้อตกลงที่ได้มาโดยอัตโนมัติ 

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •