FooD HuB Home – Chef Table

เอาจริงนะ‼️ ใครจะไปคิด

#หลังประตูบ้านนี้มีร้านเชฟเทเบิลซ่อนอยู่

🥩มาลอง #ข้าวผัดมันเนื้อ อร่อยที่สุดในชีวิต

_

หน้าบ้านทาวน์โฮมหลังเล็กๆ ในซอยเจริญนคร 20ว่ามีร้านอาหารแบบ Chef Table แฝงตัวอยู่ในนี้ ดูเผินๆ ไม่รู้แน่นอนครับ

Chef Table อาจจะไม่ได้หรูหราเหมือน Fine Dining ใครคาดหวังเรื่องบรรยากาศโรแมนติกอาจจะไม่ถูกใจนัก แต่อยากให้คิดว่ามาทานข้าวบ้านเพื่อนดีกว่าครับ

ในระหว่างที่ทานอยู่และเชฟกำลังเล่าเรื่องราวของอาหารแต่ละจาน เราจะได้ยินเสียงเครื่องดูดควันดังประชันเสียงเพลงและแขกในร้านที่เม้าท์มอยเอนจอยอีทติ้งกัน

แต่สิ่งที่ผมมองข้ามเรื่องบรรยากาศไปคือการได้ทานอาหารที่วัตถุดิบชั้นเลิศ ดีจนน่าตกใจ ในราคาหลักพันต่อคน

ข้าวผัดมันเนื้อคืออร่อยที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยทานมา จะให้โม้แบบนั้นก็ได้ ทุกคำมีกลิ่นหอมของเนื้อแทรกซึมอยู่ในข้าวโดยที่ไม่ต้องมีชิ้นเนื้อเลยครับ เชฟมีกิมมิคน่ารักตอนเสิร์ฟโดยเอามันเนื้อไปเจียวแล้วอัดเป็นแท่งจากนั้นนำมาขูดใส่ข้าวผัด ทิ้งไว้สักพักมันจะละลายหายไปเหมือนหิมะตก ไอเดียดีมาก ยกนิ้วให้เลยครับ

ยังไม่ทันจะออกจากร้านก็อยากทานอีกละ จนรีเควสว่าให้ทำข้าวผัดมันเนื้อแยกมาขายเถอะ พลีสสสสส ส่วนพระเอกอย่างเนื้อวากิว A5 จากคาโกชิม่า ผมว่ากริลล์สุกไปนิดนึงขนาดว่าสั่งแบบมีเดียมแรร์แต่ก็ถือว่านุ่มละลาย จานเนื้อคือฟินดีครับ

ถามว่าวัตถุดิบเกรด 5 ดาวขนาดนี้ นำเข้าเยอะขนาดนี้ กำไรเอาจากไหนก่อนนนนนนนนน

อ่านเรื่องราวและชมภาพจากที่กานต์ได้ไปทานที่ FooD HuB Home – Chef Table กันต่อด้านในนะครับ ผมใส่รายละเอียดการจองไว้ในรูปแล้วครับ

ร้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมมาเท่าไรครับ เดินได้ประมาณ 5 นาที ส่วนใครที่ขับรถมา จากข้อมูลของร้านแจ้งว่าจอดหน้าปากซอยเจริญนคร 20 ได้ หรือจะไปจอดที่เสนาเฟสแล้วเดินมาอีกนิดหน่อยก็ได้เช่นกัน เข้าซอยมาจะเจอบ้านทาวน์โฮมเล็กๆ สีเขียวเหมือนบ้านคนทั่วไป หน้าบ้านมีป้าย FOOD HUB HOME – CHEF TABLE แขวนไว้ให้สังเกตครับ

ไม่แนะนำให้มาเร็วเกินเวลานะครับ เพราะว่าอาจจะติดลูกค้ารอบอื่น ผมว่ามาก่อนสัก 5 นาทีก็พอ

เปิดประตูเข้าบ้านมาจะเจอกับโต๊ะ 4-5 ตัววางเรียงรายในบ้าน ผมได้โต๊ะเล็กหน้าประตูเลยครับ ระหว่างทานก็จะมีคนเดินเข้าออกผ่านไปมา บรรยากาศอาจจะไม่ได้หรูหรา ตกแต่งแบบบ้านคนทั่วไปธรรมดาตามคอนเซปต์ แต่ว่ารออีกสัก 5 นาทีจะมีความดีงามซ่อนอยู่ครับ

เจ้าของร้านเป็นชายหนุ่ม วัยอ่อนกว่าผม แต่ทำธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนกัน พอเจอโควิดเดินทางไม่ได้ ก็ทำให้ต้องผันตัวมาทำอย่างอื่น (เหมือนกันอี๊กกกก)

ซีซั่นนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นในคอนเซปต์ Winter and Spring มีให้เลือกเป็นคอร์สเนื้อ หรือ ซีฟู๊ด 9 คอร์ส

พอได้เวลาตามรอบเชฟทักทาย จากนั้นก็ลงมือทำอาหารให้เราได้ทานและบางจานก็จะทำตรงหน้าโต๊ะที่เราทานนี่แหละครับ

เลยได้บรรยากาศของการมาทานข้าวบ้านเพื่อนที่เป็นเชฟมากกว่า ดูโฮมมี่ดีครับ

เนื่องจากผมสั่งมาลองทั้ง 2 แบบ บางเมนู จะเสิร์ฟเหมือนกัน บางเมนูจะเสิร์ฟต่างกันเช่นจานหลัก ให้สังเกตจากเพลทรองจาน สีดำเป็นซีฟู๊ด สีแดงเป็นจานเนื้อครับ

เริ่มจาก Amuse-Bouche เป็น Kyu Nori Kara ปลาฟยอร์ดเทราต์จากนอร์เวย์ เป็นฝาแฝดของปลาแซลมอนครับ แต่จะมีรสชาติเข้มข้นกว่า เชฟนำมาห่อด้วยสาหร่าย ทานง่ายๆ ในคำเดียว

บางจานตกแต่งดีเทลเรียบง่ายดีงาม อย่างจานแรกมีการปาดซอสลงไปเพื่อสร้างลวดลายบนจาน ดูสวยดีครับ

ส่วนอาหารทานเล่นเปิดปากของจานเนื้อก็จะเหมือนกันครับ เปลี่ยนจากแซลมอนเป็นเนื้อญี่ปุ่นแฮมเบิร์ก ใช้นำ้ส้มสายชูกับโชยุผสมกันเป็นซอส โรยด้วยพริกเพิ่มความเผ็ดร้อน (นิดหน่อย)

ระหว่างที่ทานก็จะเห็นเชฟและทีมงานเตรียมอาหารกันใกล้ๆ เลยครับ บรรยากาศแบบกันเองมาก

จานต่อมายังอยู่ในหมวด Starter ครับ เสิร์ฟเหมือนกันทั้ง 2 คอร์สชื่อเมนูว่า Tempura Ozuni เดิมเป็นเส้นโซบะต้มในน้ำปลาแห้งและเครื่อง คนญี่ปุ่นนิยมทานกันในวันขึ้นปีใหม่

แต่เชฟเปลี่ยนจากการเสิร์ฟโมจิในซุป โดยเอาไปทอดก่อน ส่วนซุปทำเป็นเจลใส่เข้าไปในโซบะ สอดไส้ด้วยมะเขือเทศและทูน่า ส่วนลูกชิ้นปลาจะวางอยู่ด้านล่างสุด เสิร์ฟพร้อมกับวาซาบิมายองเนส

สามารถทานพร้อมกันในคำเดียวก็ได้ หรือจะแยกองค์ประกอบก่อนทานก็ได้ครับ

จานต่อมาเป็น Kinoko Kaikan แปลก็คือการเบ่งบานของเห็ด เป็นเมนูที่ตั้งใจให้ทานสนุก โดยเชฟใช้เห็ดเชมปิญอง เห็ดหอม เห็ดชิเมจิ เห็ดชิตาเกะ เห็ดออริจิน หั่นแล้วผัดรวมกัน วางลงบนเห็ดหอมญี่ปุ่นสด

เชฟยังเพิ่มรสสัมผัสในการทานด้วยการใส่เมล็ดทานตะวันและมันแกว เพิ่มความกรุบ ตัดเลี่ยนด้วยการนำกะหล่ำม่วงไปมดแล้วเติมน้ำส้มสายชู เพิ่มรสเปรี้ยว

ส่วนซอสเป็นซอสเห็ดทรัฟเฟิล หอมดีครับ เป็นจานที่อร่อย ผมชอบมากจานนึง

จานต่อมา เชฟนำเต้าหู้ถั่วเหลืองที่ทำเองไปผสมกับครีมชีส นมสด ชีสและบีบมะนาวลงไปหน่อย ตีให้ขึ้นจนกลายเป็นเต้าหู้รสชาติใหม่ ได้รสที่เข้มข้นมากรสลึกติดคอ ผมลองชิมไปแล้วนิดหน่อย ภาพเลยออกมาแหว่งๆ จากนั้นเชฟจะเทซุปสาหร่ายคอมบุกับปลาแห้ง เชฟเคี่ยวซุปนานถึง 12 ชั่วโมงครับ โดยการนำสาหร่ายไปแช่ในน้ำเย็น 10 ชั่วโมงและต้มในน้ำอุณหภูมิ 60 องศา เพื่อให้รสอูมามิออกมามากที่สุด ผสมกับปลาแห้งสาดน้ำ 5 ครั้ง ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ได้รสหวานจากธรรมชาติ ส่วนตัวผมว่าซุปจืดไปนิดนึง อาจจะเป็นเพราะผมติดทานเค็มมากว่า แต่ก็เป็นเมนูที่ทานง่ายดีครับ

จานต่อไปเสิร์ฟต่างกัน เชฟเรียกว่าเป็นอาหารรสมือแม่

จานซีฟู๊ดจะเป็นหอยเชลล์เสิร์ฟในซอสมันฝรั่ง ผมชอบมันฝรั่งที่ทอดเป็นวงแหวนแล้วนำมาประดับจาน ทานกรอบอร่อยดีครับ ด้วยความที่วัตถุดิบอย่างหอยเชลล์สดดีเลยทำให้ได้รสหวานอูมามิ

ส่วนใครที่สั่งคอร์สเนื้อจะได้เป็น Nikujaga เนื้อกับมันฝรั่ง เชฟใช้เนื้อแก้ววัวตุ๋นไวน์แดงแบบฝรั่งเศส 24 ชั่วโมงจนแทบละลาย นุ่มจริงๆ ครับ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันฝรั่งที่เคี่ยวกับสมุนไพรและผงกะหรี่จนงวด

เชฟเดินมาโชว์พระเอกให้ดูครับ เป็นเนื้อวากิว A5 จากคาโกชิมา ซึ่งเป็นแชมป์เหรียญทองจากการประกวด Wagyu Olympic ของญี่ปุ่นเมื่อปี 2017 เค้าจะประกวดกัน 5 ปีครั้งครับ

ผมขอเล่าต่อจากที่เชฟเล่าเรื่องเนื้อ Wagyu Olympic จากคาโกชิมานะครับ เกรด A5 ถือเป็นระดับเกรดสูงตามมาตรฐานการจัดอันดับคุณภาพของเนื้อวากิว เป็นเนื้อที่มีไขมันสวยเป็นลายหินอ่อน มีความนุ่มระดับละลายในปาก

ส่วนเนื้อจากคาโกชิมา วัวจะถูกเลี้ยงด้วยอาหารอย่างดีเป็นเวลา 500 วัน ปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยทุ่งหญ้า แสงแดด ภูเขา และทะเลบนเกาะคิวชู ทำให้ได้วัวที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ส่งผลต่อเนื้อลายเนื้อวากิวและรสชาติที่โคตรอร่อยนั่นเองครับ

จานนี้ Recommened สำหรับใครที่สั่งคอร์สเนื้อจะได้ทานข้าวผัดมันเนื้อที่เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากภูเขาไฟฟูจิ มีพระอาทิตย์อยู่ด้านบนเป็นไข่ดอง มีป่าอยู่ด้านล่างเป็นสาหร่ายบด สักพักหิมะจะตกลงมา ด้วยการที่เชฟนำมันเนื้อไปเจียว 4-5 ครั้ง จากนั้นนำมาอัดเป็นแท่งแล้วใช้ที่ขูดชีสต์ ขูดจนเป็นฝอยสีขาวราวกับหิมะตกลงมาใส่ภูเขาไฟฟูจิ แล้วรอสักพักหิมะก็จะละลาย

เป็นจานที่ผมยกนิ้วให้เลยครับ ผมชอบมาก อยากทานอีก

พอจะเริ่มเสิร์ฟจานหลัก Wagyu A5 Yakiniku มีเนื้อใบพายจากฮิดะ, เนื้อชายท้องจากมิยาซากิ และเนื้อสันใน จากคาโกชิมา เชฟจะนำเนื้อมาวางโชว์ให้ดูกันก่อนครับ

เป็น Yakiniku ย่างกันให้ดูสดๆ แล้วเสิร์ฟมาใจจานสีขาวแบบเรียบง่าย (ไปนิด) ส่วนตัวว่ามีเดียมแรร์ค่อนข้างสุกไปหน่อยครับ แต่ก็ยังนุ่มอร่อยดี

เชฟวางเครื่องจิ้ม 7 อย่างมาให้ด้วย เรียงจากในรูป 3 นาฬิกา มีเกลือชาเขียว เกลือพริกไทย ซอสน้ำพริก ซอสมิเรียว ซอสพอนซึ เกลือสาหร่าย ตรงกลางเป็นวาซิบิดอง ทานตัดเลี่ยน เวลาจิ้มให้ทานสลับกันระหว่างเกลือกับซอสจะดีที่สุดครับ

แต่ผมชอบซอสอีกตัวของเชฟที่เสิร์ฟมาก่อนหน้านี้ ตอนที่ทานกับข้าวผัดมันเนื้อ อร่อยกว่า จนต้องถามว่าเค้าทำอย่างไร ได้ความว่าเอาไปปรุงกับเหล้าจีน โชยุ น้ำมันหอย น้ำตาลนิดหน่อย ทานกับข้าวเนื้อย่างผมว่าอร่อยมาก

ส่วนซีฟู๊ดจะเป็นปลาออนเซ็น ใช้เนื้อปลาหิมะกินดาระจากญี่ปุ่น ปลาทูน่า ปลาฮามาจิที่นำเข้ามา โดยเชฟจะเสิร์ฟแบบสดมาก่อน โดยจะมีกิมมิคคือราดน้ำร้อนเข้าไปแล้วปิดฝา นึ่งประมาณ 1 นาทีจะได้เนื้อปลาที่สุกกำลังดี

ส่วนจานหลักของซีฟู๊ดจะเป็นกุ้งหมี Kuma Ebi หรือว่ากุ้งลายเสือธรรมชาติ ตัวใหญ่มาก เคยเห็นขายกันตัวนึงประมาณ 500-800 แล้วแต่ขนาด เนื้อหวานกรอบเด้ง เชฟนำไปซูวีแล้วเสิร์ฟกับพาสต้ามิโซะ เส้นลิงกวนี่ลวกแบบ al dente กรุบๆ โดยจะราดซอสทีหลังทำให้เส้นกับซอสไม่ค่อยชุ่มเข้ากันเท่าไร ยิ่งใส่โหระพาและน้ำมันโหระพาเข้าไปทำให้กลบรสชาติไปหมดเลยครับ ฟีลเหมือนทานซอสแกงเขียวหวาน จานนี้ไม่ค่อยปลื้มเท่าไร

ของหวานมี 2 จาน ผมไม่ได้ยินเชฟมาอธิบาย เดินมาเสิร์ฟแล้วก็ไป เลยไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ดูจากหน้าตาเป็นทาร์ตครีสชีสทานคำเดียวเลยครับ กรอบๆ อร่อยดี

ส่วนของหวานอีกจานปิดท้ายน่ารักดีดูแล้วเดาว่าเป็นมิลเฟย วางบนน้ำตาลสายไหม หวานๆ กรอบๆ ทานหมดในคำเดียวเช่นกันครับ

จบมื้อไปได้อย่างอร่อย Chef Table สำหรับผมเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดี แนะนำว่าทำตัวสบายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากครับ เหมือนมาทานข้าวบ้านเพื่อนที่ทำกับข้าวได้อร่อย เทคนิคเยอะ วัตถุดิบดี อาจจะเป็นเพราะต้นทุนค่าเช่าร้านไม่มี และนำเข้าเนื้อเองเลยขายราคานี้ได้

ราคาต่อคนอยู่ที่ คอร์สเนื้อ 9 คอร์ส 1,550 บาท
คอร์สซีฟุ้ด 9 คอร์ส 1,350 บาท ครับ

ราคานี้ไม่รวมซอฟ์ทดริงก์ แต่มีน้ำเปล่าบริการ

สามารถจองคิวได้ที่
https://www.zipeventapp.com/e/foodhub-spring

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •