Le Méridien Chiang Rai Resort

เชียงรายทริปล่าสุด ที่เราไปพายซัพบอร์ดกลางแม่น้ำกกกันมา หลายคนถามว่าผมพักที่โรงแรมไหน

Le Méridien Chiang Rai Resort, Thailand คือคำตอบครับ ที่เลือกพักที่นี่เพราะอยู่ในตัวเมืองจะได้มีเวลาไป explore ที่อื่นได้ บรรยากาศในรีสอร์ตก็ดี มีทั้งความศิลปะ แกลเลอรี่และมีธรรมชาติเข้ามาผสมผสานกัน ทั้งต้นจามจุรีอายุ 100 ปี 2 ต้นที่อยู่มาแต่เดิม มีวิวของแม่น้ำกกไหลเอื่อยสบายๆ ได้ฟีลพักผ่อนที่แท้จริง

โรงแรมดีมาก ไม่รู้พลาดไปได้อย่างไร ตอนแรกไม่อยากมา เพราะนึกไม่ออกว่าภาพความเป็น Le Méridien เชียงราย มันสวย มันอาร์ต มันหรูหรา มันน่าพักยังไงหว่า!?!!

พอมาถึงที่รีสอร์ต … ระหว่างทางไปที่ห้อง ผมมองเห็นการออกแบบและตกแต่งในแต่ละจุดที่เดินผ่าน เออ!! ที่นี่ก็ดีอยู่นะเนี่ย มีความสตอรี่กรุบกริบ เป็นโรงแรมโมเดิร์นล้านนา ทว่าอาร์ตแบบกำลังพอเหมาะพอเจาะพอดี แบบที่ไม่ต้องพยายามจะบอกใครๆ ว่า “กูติสท์นะ”

อาจจะด้วยความที่คุณหมอ เจ้าของโรงแรม เป็นคนที่รักงานศิลปะ ไม่ใช่ในแบบสะสม ชื่นชมหรือหลงใหล แต่ดูเป็นคนที่ “เข้าใจ” ในความเป็นศิลปะของศิลปินมากพอตัว เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในแวดวงศิลปะของเชียงราย จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าแบรนด์เลอเมอ’ น่าจะเหมาะที่จะสื่อสารความเป็นโรงแรม Luxury Art ของที่นี่ได้ดีที่สุด

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมว่า Le Méridien เป็นแบรนด์โรงแรมที่เข้ากับความเป็นเมืองศิลปินของเชียงรายมากครับ เราสามารถเดินจิบเครื่องดื่มเบาๆ เคล้างานศิลปะที่จัดแสดงไว้ทั่วรีสอร์ตได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน

จุดเด่นอีกข้อของที่นี่คือทุกห้องมีขนาดกว้างตั้งแต่ type เริ่มต้นเลยครับ ทริปนี้กานต์เข้าพักที่ห้อง Grande Suite ห้อง type ใหญ่สุด ซึ่งทั้งรีสอร์ตจะมีอยู่ห้องเดียวครับ อยู่บนชั้น 4 ห้องหัวมุมด้านใน ได้ความเป็นส่วนตัวสูง ภายในแยกสัดส่วนของห้องนั่งเล่นกับห้องนอนออกจากกัน แต่เชื่อมต่อกันที่ระเบียงยาว นั่งอ่านหนังสือตรงนี้คือวิวดีมาก มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำและสนามหญ้าขนาดใหญ่พร้อมต้นไม้หนาครึ้ม ร่มรื่นเป็นที่สุด

ระหว่างอยู่ที่รีสอร์ต ตอนเช้าๆ ผมชอบไปนั่งอ่านหนังสือที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ ให้แดดอ่อนๆ คอยชะโลมเลียเคล้าเคลียกับลมหนาวที่พัดมาเอื่อยๆ เป็นฟีลลิ่งของการพักผ่อนจริงๆ ที่รู้สึกว่าอยู่นิ่งๆ ก็มีความสุขได้

เอาล่ะ!! กานต์จะพาไปชมและเล่าเรื่องราวของเลอ เมอ’ เชียงราย ในแคปชั่นของรูปด้านในกันต่อนะครับ

สำหรับใครที่สนใจ ช่วงนี้ทางรีสอร์ตมีโปรโมชั่น “Winter Wonderland” ห้องพักราคาเริ่มต้น 3,799 บาท รวมอาหารเช้า จองได้ถึง 31 ม.ค. 2565 เข้าพักได้ถึง 28 ก.พ. 2565

จองได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/CEIMDWinter-Wonderland

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 053-603333

“Study how water flows in a valley stream, smoothly and freely between the rocks. Also learn from holy books and wise people. Everything – even mountains, rivers, plants and trees – should be your teacher.”

— Morihei Ueshiba

ผมชอบรูปนี้ของเลอ เมอ’ เชียงรายมากครับ ตัว exterior ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น ตัวอาคารออกแบบในสไตล์ล้านนาประยุกต์ ให้ความรู้สึกเหมือนปราสาทกลางป่า บรรยากาศโดยรวมถือว่าดีมาก เหมาะแก่การมาพักผ่อนครับ

มุมที่เป็น Signature คือสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนของอาคารที่พักกับสวนริมน้ำที่ต้องข้ามผ่านไป ประดับด้วยตุงสีเหลืองสดใส ราวกับก้าวข้ามสู่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์

มุมนี้ผมถ่ายจากล้อบบี้ซึ่งเป็นหัวใจหลักของที่นี่ เป็นจุดที่แขกเข้ามาเช็คอินแล้วจะต้องเห็นภาพแบบนี้ สวยงามมากจริงๆ ครับ

การเดินทางสะดวกมากครับ เพราะอยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย หลายคนบ่นว่าเชียงรายมีไฟล์ทน้อย ผมว่ามีเยอะพอประมาณครับ เอาจริงก็เกือบทุกสายการบินในประเทศมีไฟล์ทบินมาเชียงราย ยกเว้นบางกอกแอร์เลิกบินไปแล้ว ไม่รู้จะกลับมาอีกไหม

จากสนามบินใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงรีสอร์ตครับ จะเช่ารถขับมาจากสนามบินก็ได้ หรือถ้าไม่คิดว่าจะออกไปไหนบ่อยๆ สามารถใช้บริการรถรับส่งจากทางรีสอร์ตก็ได้ครับ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

ระยะหลังผมมักสังเกตว่า แขกที่เข้าพักในรีสอร์ตที่มีต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศดีๆ นิยมที่จะตื่นเช้ามาเดินออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์กัน อย่างเช่นที่เลอ เมอ’ เชียงราย ก็เห็นหลายคนมาเดินรอบสนามหญ้าขนาดใหญ่สัก 2-3 รอบเรียกเหงื่อกำลังดี ก่อนที่จะอาบน้ำแล้วไปทานอาหารเช้า

ผมว่าที่นี่จึงเหมาะแก่การมาพักผ่อนชาร์จพลังให้กับตัวเองในวันหยุดครับ

เมื่อรถเข้ามาถึงล็อบบี้ที่ชั้น 3 เราจะเห็นงานศิลปะที่ประดับตกแต่งไว้เต็มไปหมดครับ ทั้งส่วนที่เป็น decoration และงานจากศิลปินที่สลับกันมาจัดแสดง

ล้อบบี้ของเลอ เมอ’ เชียงราย จะมีความเก๋คือการใช้อูปข้าว มาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ล้านนาประยุกต์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสมัยก่อนนิยมใช้ใส่ข้าวถวายพระ

ส่วนแบ็กกราวนด์ที่เห็นเป็นแผ่นสีเงิน คล้ายกับกระจกเกรียบ ผมเข้าใจว่าได้แรงบันดาลใจมาจากในวัดท้องถิ่น

ห้องพักมีด้วยกัน 5 อาคาร ห้องของผมจะอยู่ด้านหน้าฝั่งแม่น้ำ ระหว่างทางเดินจะมองเห็นต้นไม้น้อยใหญ่ ให้ความร่มรื่น เดินสบาย

ที่เลอ เมอ’ เชียงราย จะมีต้นจามจุรียักษ์อายุกว่า 100 ปี อยู่ 2 ต้นครับ คือลานด้านในถัดจากล้อบบี้และต้นนี้คือลานสนามหญ้าฝั่งแม่น้ำ ซึ่งห้องผมที่เป็นอาคารอยู่ด้านหลังจะเห็นวิวของต้นนี้

ตอนกลางคืนมีประดับไฟส่องสว่างไปทั่วบริเวณ สวยงามดีครับ

ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 159 ห้อง มีด้วยกัน 8 roomtype แค่ห้องขนาดเริ่มต้นก็ถือว่าใหญ่มากครับ

– Deluxe Garden View (King, Twin) ขนาด 53 ตร.ม.
– Deluxe River View (King) ขนาด 53 ตร.ม.
– Grande Deluxe Terrace (King, Twin) ขนาด 66 ตร.ม.
– Grande Deluxe Pool View (King, Twin) ขนาด 66 ตร.ม.
– Grande Suite (King) ขนาด 132 ตร.ม เป็นห้องที่เราพักกันในทริปนี้จะอยู่มุมบนสุดด้านซ้ายได้วิวสวนและวิวแม่น้ำพร้อมระเบียงกว้างเหมือน 2 ห้องต่อกัน

เข้ามาด้านในจะเป็นส่วนของ Living ที่จัดวางเต็มพื้นที่แยกส่วนกันทั้ง ห้องน้ำแบบพาวเดอร์รูมด้านหน้า สำหรับแขกที่มาพบ ตรงกลางเป็นห้องแต่งตัวที่จะเชื่อมต่อกับห้องน้ำในห้องนอน

ถัดเข้ามาด้านในเป็นมุมรับประทานอาหาร แยกสัดส่วนได้ดี เราสามารถสั่งอาหารมาทานบนห้องได้เลยครับ โถงใหญ่กลางห้องเป็นชุดโซฟาขนาดใหญ่ นั่งได้หลายคนมาก สำหรับนัดพบปะหรือคุยธุระส่วนตัว

ด้านในมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดย่อมสำหรับจัดวางชากาแฟ น้ำดื่มและมินิบาร์ในตู้เย็น

อีกด้านจะเป็นโต๊ะทำงานที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เชื่อมต่อเพื่ออำนวยความสะดวกครบครัน แค่มุมนี้ก็โอ่โถงอลังการมากครับ

มุมนั่งเล่นจะได้วิวแม่น้ำและสวนเป็นรูปตัวแอล (L) เปิดกระจกกว้างเทควิวได้เต็มตาเลยครับ ถือว่าดีมาก เชื่อมต่อกับมุมรับแขกคือระเบียงด้านนอกที่กินพื้นที่ยาวไปจนถึงฝั่งของห้องนอน ซึ่งจัดวางเดย์เบดไว้ทั้ง 2 จุด เอาไว้นั่งชมพระอาทิตย์ตกจากบนห้องได้เลยครับ เป็นมุมที่ผมชอบมานั่งรับลมจนถึงตอนกลางคืนช่วงเปิดไฟคือบรรยากาศดีมาก

เลอ เมอ’ เชียงราย เป็นโรงแรมที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนสบายๆ จริงๆ ครับ ด้วยความที่โรงแรมกว้าง ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด อยากจะปลีกวิเวกตรงไหน ก็ได้ความเป็นส่วนตัว ทั้งสวน ใต้ต้นไม้ ริมสระน้ำ หรือว่าที่ระเบียงห้องของตัวเองก็เงียบสงบดี

ห้องพักของผมจะมองเห็นวิวสระว่ายน้ำด้วยครับ สังเกตว่าช่วงนี้อากาศเย็น สระว่ายน้ำดูจะเป็นจุดที่แขกอยากเล่นนะแต่ใจไม่กล้า 55 ขนาดว่าผมเองก็ยังหวั่นๆ ก็มันหนาววววว แต่เค้าบอกว่าถ้าอากาศหนาวให้มาแช่น้ำจะรู้สึกอุ่น มีใครเคยลองทำบ้างครับ

ใดๆ สระว่ายน้ำคือใหญ่มากครับ เชื่อมต่อกับวิวสระน้ำของทางรีสอร์ตและวิวแม่น้ำกกแบบเป็นหนึ่งเดียวกัน

ห้องนอนกว้างมากจริงๆ สมมงความเป็นห้อง Grande Suite ที่มีห้องเดียวในโรงแรมจริงๆ ครับ มาพร้อมกับเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันทั้งมุมนั่งเล่นอ่านหนังสือก่อนนอน โต๊ะทำงาน โทรทัศน์ที่แขวนเอาไว้ให้เรานอนดูได้จากบนเตียง

ด้านนอกจะมีระเบียงพร้อมเดย์เบดให้นั่งพักผ่อนชมวิวเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นเป็นแถวยาว

ห้องน้ำภายในห้องนอนคืออลังการมากครับ ผมชอบการเลือกใช้สีขาวมุกที่ดูเรียบหรู คุมโทนได้ดีมีความตัดขอบดำเพื่อให้ห้องดูมีเสน่ห์น่าสนใจ ภายในแบ่งโซนการใช้งานได้ครบทั้งอ่างล้างหน้าแบบ His & Her พร้อม Toiletries จัดวางเอาไว้ให้เรียบร้อย

ห้องน้ำแยกส่วนสุขาและห้องอาบน้ำออกจากกัน ส่วนตรงกลางจะเป็นอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่จัดเตรียมเกลือสปาไว้ให้ปรนเปรอผิวก่อนนอนเรียบร้อยเลยครับ

ภาพนี้ผมชอบมาก เป็นมุมที่เดินผ่านระหว่างจะไปนั่งทานปิคนิกริมแม่น้ำแล้วมองเห็นความสอดประสานของ 3 น้ำคือ น้ำในสระของรีสอร์ต เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำและได้มุมมองที่ลากยาวไปจนถึงแม่น้ำกกที่ไหลผ่านด้านหน้า เป็นวิวที่อลังการงานสร้างมากและสื่อสารความเป็นธรรมชาติกับการพักผ่อนในรีสอร์ตได้สมบูรณ์ดีครับ

บ่ายแก่ๆ หนีมาตั้งแคมป์ปิคนิกกันที่ลานสนามหญ้าริมแม่น้ำ ทานพิซซ่าพร้อมกับบาร์บีคิวเซ็ท มีความเก๋ๆ ชิคๆ แบบไม่ต้องไปไหนไกล

ถ้าอยากได้มุมแบบนี้ แจ้งที่รีสอร์ตได้เลยครับ พร้อมจัดให้

ลงเครื่องมาตอนเที่ยงเลยไม่ทันมื้อกลางวัน ตอนบ่ายเลยต้องจัดพิซซ่ากันสักหน่อย

ลองเอากล้องฟิล์มมาถ่ายกันเล่นๆ เฮ้ย!! ได้ว่ะ รูปนี้ฟีลดีแด๊ดดี้มากๆ

ตอนเย็น จองโต๊ะดินเนอร์ไว้ที่ห้องอาหาร Favola ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักของรีสอร์ต อยู่ริมแม่น้ำกกเลยครับ แต่วันพิเศษแบบนี้ขอให้เป็นมุมที่ไม่ธรรมดาสักหน่อยต้องจิบเครื่องดื่ม พร้อมชมวิวแม่น้ำ ดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศคือโรแมนติก ฟินสุดๆ

รีเควส private dinner ได้นะครับ ผมว่าช่วงอากาศเย็นๆ แบบนี้ เหมาะมากที่จะมานั่งจิบเครื่องดื่มเบาๆ เคล้าสายลมเอื่อยๆ มีฉากหลังเป็นโรงแรมสวยๆ ที่เปิดไฟประดับเอาไว้ ได้บรรยากาศโรแมนติกมากเว่อร์

วิวพระอาทิตย์ตกที่รีสอร์ตก็จะประมาณนี้ครับ เอาจริงๆ นะจากที่ไม่เคยคิดจะมาเชียงราย ตอนนี้คือได้ใจผมมากเลยครับ อยากจะไปอีกแล้ว

พอแสงช่วงทไวไลท์ รีสอร์ตเริ่มเปิดไฟ ใดๆ คือสวยมาก

ทุกเย็นวันศุกร์จะเป็นมาร์ชเมลโลว์ไนท์ ทางรีสอร์ตจะเริ่มจุดไฟในช่วงเย็นให้เราได้มานั่งผิงไฟริมแม่น้ำกก พร้อมกับกิจกรรมย่างมาร์ชเมลโลว์กัน เด็กๆ น่าจะชอบครับ

“You’re a marshmallow. Soft and sweet and when you get heated up you go all gooey and delicious.”

— Janet Evanovich

ผมชอบห้องอาหาร Favola มากครับ เพิ่งรีโนเวทใหม่ ดูหรูหราและดีไซน์ mid-century เข้ากับเทรนด์ตอนนี้ดีเลย มีที่นั่งทั้งโซนด้านในห้องแอร์ และด้านนอกริมแม่น้ำ ช่วงกลางวันผมว่านั่งข้างในสบายดีนะ แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นแนะนำว่าต้องรีบจองโต๊ะด้านนอกวิวแม่น้ำ เพราะเต็มไวมาก บรรยากาศดี

ห้องอาหารเป็นแบบ Open Kitchen มองเห็นทีมเชฟกำลังง่วนอยู่กับการปรุงอาหารอิตาเลี่ยนสดใหม่เสิร์ฟให้เราได้ทานกัน

ที่นี่มีหลายเมนูน่าสนใจ เช่น Marinara with Burrata พาสต้าผมชอบ Fettucchine Crema Di Funghie Tartufo เป็นเฟตตูชินี่พาสต้าโฮมเมด ซอสครีมเห็นทรัฟเฟิล ผมว่าจานเนื้อก็ดีนะ สั่งสเต๊กมาลองทาน ก่อนจะปิดท้ายกันด้วยของหวานเป็น Tiramisu

สเต๊กคือจานที่ห้ามพลาดเมื่อมาทานที่ Favola ผมสั่ง Medaglioni Di Manzo เป็นเนื้อสันในย่างเสิร์ฟพร้อมผักและซอสพริกไทยดำ เนื้อนุ่ม กริลล์มาได้สุกกำลังดี มีความฉุ่มฉ่ำ แนะนำเลยครับ

เสร็จจากมื้ออาหารขอเดินชมบรรยากาศตอนกลางคืนเพื่อช่วยย่อยซะหน่อย ผมชอบมุมนี้ เป็น Instagramable ดีมาก งานดีไซน์คือเนี๊ยบ ร่มเรียงตัวกันสวยงาม ซ่อนสายไฟไว้ดี ไม่มีระโยงระยางให้เห็นรกสายตา ถ่ายรูปมาหลายมุมมาก แต่ก็อยากให้มาชมของจริงกัน

จากมุมนี้เดินต่อไปอีกนิดจะเป็น Latitude 19 เน้น Cocktail หลายตัวที่น่าสนใจ เสียดายช่วงที่ไปยังไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ เลยไม่ได้นั่ง

เดินถ่ายรูปเล่นจนเหนื่อยจนดึก กลับเข้าห้องดีกว่า ไปแช่อ่างฟองฟ่อดชาร์จพลังกันสักหน่อย

ห้องน้ำสวยมาก ชอบมุมนี้ที่สุด

ก่อนนอนมานั่งเล่นที่ระเบียงห้องเช่นเคย สวยเหมือนกันทุกคืน ถ้าไม่มีดาวก็จะมีเดือนมาทำหน้าที่โอบกอดเราให้อบอุ่นจากสายลมหนาวที่พัดตลอดคืน

เป็นมุมยามค่ำคืนที่สวยมากครับ

ตอนเช้า เห็นแขกคนอื่นตื่นมาเดินออกกำลังกาย ส่วนเราสะพายกระเป๋ากล้องออกมาถ่ายรูปย้อนจากอีกฝั่งเข้ามาหาในรีสอร์ต ผมว่าแสงเช้าช่วงหน้าหนาวสวยมากๆ มองเห็นไอหมอกที่ลอยบนฟ้าและเหนือน้ำ สดชื่นสบายตา สูดลมหายใจลึกๆ ได้เต็มปอดเลยครับ

อาหารเช้า สามารถเลือกทานได้ทั้งในห้องอาหาร Latest Recipe และบนห้อง(มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม) เนื่องจากผมพักที่นี่หลายคืน บางเช้าก็ไม่อยากตื่นไปเจอใคร ให้พนักงานมาเสิร์ฟกันถึงบนเตียงก็มีเป็น Breakfast in Bed กันไปเลย

บางวันสั่งเป็นเซ็ทขันโตกมา จะทานบนเตียงก็กลัวว่าจะ “ปั๊กกะเดิก” (ภาษาเหนือ แปลว่าล้ม) ก็เลยมานั่งทานบนโต๊ะแทน

เป็นการสั่งอาหารเช้าได้แบบ contemporary มากครับ 555 มีทั้งน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว ลาบหมู ข้าวซอย ครัวซองก์ แพนเค้ก อยากกินอะไรก็สั่งไปอย่าได้คิดมาก

บางเช้าเราก็ออกไปนั่งเล่นริมแม่น้ำ จะมีต้นไม้ใหญ่บนเนิน เห็นทางรีสอร์ตวางเก้าอี้เอาไว้ทำเป็นมุมที่ถ่ายรูปออกมาได้เก๋มาก

เช้านี้ติดกล้องฟิล์มไปด้วย เลยถ่ายสวนดอกมาร์กาเร็ตสีม่วงออกมาได้วินเทจมากๆ แนะนำว่าต้องไปตอนเช้าๆ จะแสงสวยครับ และไม่มีคนเท่าไร

นั่งอ่านหนังสือได้อย่างสบายใจ แอคติ้งแหละ ดูออก นั่งนานมากไม่ได้ เกรงใจคนอื่นที่อยากจะมาถ่ายรูปชมความงามของดอกไม้บ้าง

เหมือนล่าสุดที่เพื่อนผมเพิ่งไปกลับมา บอกว่าตอนนี้ดอกมาร์กาเร็ตเปลี่ยนเป็นหญ้าน้ำพุแทน คงจะฟูๆ ดูสวยไปอีกแบบเนอะ อยากเห็นจัง

หลายคน inbox มาถามว่ามุมถ่ายรูปพวกนี้อยู่ส่วนไหนของโรงแรม

จะอยู่ด้านหน้าริมแม่น้ำเลยครับ เดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ หันหน้าเข้าแม่น้ำจะอยู่ทางด้านขวา ถัดจากห้องอาหาร Favola มานิดนึงครับ มีมุมถ่ายรูปเยอะเลย

ผมชอบภาพนี้เป็นงานของดาษดาที่เพนท์ไว้ให้กับโรงแรม ดูเรียบสวยและเก๋ดี เป็นอีกมุมที่น่าจะมาถ่ายเก็บไว้ครับ

จริงๆ มุมใต้ต้นไม้หน้าห้องพักผมว่าก็สวยนะครับ เป็นรีสอร์ตที่มีจุดถ่ายรูปเยอะอยู่นะ อยากให้ลองมาตามรอยมุมถ่ายรูปกัน เพลินมาก แทบไม่อยากออกไปไหน

ตอนกลางวันไปทานที่ Favola เช่นเคยครับ ชอบความน้ำ infuse ของทางห้องอาหารดูดีเทลดี

George Miller เคยพูดไว้ว่า “The trouble with eating Italian food is that five or six days later you’re hungry again.”

ตอนแรกผมก็ว่าใช่เหรอ อาหารอิตาเลี่ยนเนี่ยนะ น่าเบื่อจะตาย ใครจะกินได้บ่อยๆ

แต่หลังกลับมาจากเลอ เมอริเดียน เชียงราย แล้วพบว่าอาหารอิตาเลี่ยนที่นี่คืออร่อยมาก ตอนนี้กลายเป็นว่าผมนี่แหละที่ชอบทานอาหารอิตาเลี่ยน อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้ง ว่าแล้ววันนี้ก็โทรสั่งพาสต้าครีมทรัฟเฟิลมาทานดีกว่า

“Buon cibo. Buon vino. Buon amici.”

ตอนบ่ายวันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ ผมจองทำสปาเอาไว้ ที่ Parvati Spa (ภาวาตี สปา) อยู่ติดกับห้องพักของผมเลยครับ เล็งไว้หลายวันแล้ว

เป็นสปาที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูดูผ่อนคลาย แม้จะมีจำนวนห้องทรีตเม้นต์ไม่มาก แต่ทุกห้องคือกว้างใหญ่ โอ่โถง เหมาะแก่การมาพักเพื่อผ่อนคลาย ภายในห้องคือสวยมาก ออกแบบได้ดีมีความแยกกันเป็นสัดส่วนทั้ง ห้องน้ำ ห้องแต่งตัวและห้องนวด

เราเลือกเป็นนวดประคบสมุนไพรครับ เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูจากธรรมชาติเข้าไปถึงด้านใน โดยใช้ลูกประคบร้อน คอยกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟู จากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย หลับเฉย เพราะเทอราพิสนวดสบายมากครับ

เดินออกจากสปาจะไปเก็บกระเป๋า เตรียมตัวกลับเข้ากรุงเทพ มองเห็นที่ใต้ต้นจามจุรี มีซุ้มกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กๆ ทุกบ่ายวันเสาร์ครับ การ์ดฝีมือของน้องๆ น่ารักมาก อยากมานั่งทำด้วย

อ่ะ วาดรูปแทนละกัน ผมว่า เลอ เมอริเดียน เชียงราย เป็นรีสอร์ตที่เหมาะกับวันพักผ่อนสบายๆ ไม่ว่าคุณจะหลงใหลในงานศิลปะหรือไม่ก็ตามครับ เพราะยังมีความงดงามตามธรรมชาติ ความสะดวกสบายจากการบริการที่ได้มาตรฐานโรงแรมหรู รอคุณอยู่ที่นี่

แต่ที่แน่ๆ คือผมหลงรักเลอ เมอริเดียน เชียงรายไปเสียแล้ว เดี๋ยวกุมภาจะกลับมาอีกรอบครับ

ช่วงนี้ทางรีสอร์ตมีโปรโมชั่น “Winter Wonderland” ห้องพักราคาเริ่มต้น 3,799 บาท รวมอาหารเช้า

จองได้ถึง 31 ม.ค. 2565 เข้าพักได้ถึง 28 ก.พ. 2565

จองได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/CEIMDWinter-Wonderland

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 053-603333

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •