Life One Wireless

ถ้าถามว่า คอนโดในทำเลไหนที่กานต์ชอบ

คำตอบคือ บนถนนวิทยุครับ

แม้จะเป็นถนนที่มีระยะทางราว 3 กิโลเมตร แต่กลับเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แวดล้อมด้วยศูนย์รวมธุรกิจ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ สถานฑูต ที่สำคัญที่ดินบนถนนวิทยุมีราคาสูงติดอันดับต้นๆ ของไทย ล่าสุด ได้ทุบสถิติใหม่สูงถึง 275,000 บาท/ตร.วา. และนับวันยิ่งหาที่ดินเปล่าผืนใหญ่ได้ยากแล้ว

ถนนวิทยุได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เนื่องเพราะตัดผ่านสถานีวิทยุแห่งแรกของไทย ณ ศาลาแดง เพื่อเชื่อมกับถนนเพลินจิตและถนนพระราม 4 จึงถือเป็นทำเลที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน

เมื่อ AP Thai ต้องการจะสร้างคอนโดมิเนียมพักอาศัยบนถนนวิทยุ จึงตั้งใจออกแบบให้อาคารสะท้อนสัญลักษณ์ของความเป็นไทยในยุคทองของสยามที่มีความวิจิตรงดงาม ภายใต้งานสถาปัตยกรรมในสไตล์ Modern Thai Colonial สุดคลาสสิค จนกลายเป็นโครงการ Life One Wireless ความสูง 43 ชั้น บนที่ดินผืนใหญ่ขนาด 4 ไร่กว่า

จากที่ได้เข้าไปเยือนโครงการ พบว่าสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือพื้นที่สวนส่วนกลางที่กระจายกันไปในหลายจุด ตั้งแต่ชั้นล่าง One Wireless Botany สวนสีเขียวที่รายล้อมโครงการ มีต้นไม้ใหญ่ที่มาพร้อมกับที่ดิน ซึ่งโครงการยังคงอนุรักษ์ไว้ จนกลายเป็นโอเอซิสใจกลางกรุง นำใบโพธิ์จากในโครงการมาเป็นหัวใจหลักของการออกแบบ

อีกหนึ่งไฮไลท์คือสระว่ายน้ำ Dazzing Pool ยาว 35 เมตรที่มีความโดดเด่นคือมองเห็นกรุงเทพมุมสูงเกือบ 360 องศา โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดินเป็นโมเมนต์ที่ฟินมากครับ ผมเห็นลูกบ้านหลายคนขึ้นมานั่งชมวิวซันเซ็ทบนนี้กันเยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดขายที่ให้เกินกว่าที่เราคาดหวัง ซึ่งก็เป็นไปตามแนวคิด Luxury Living Beyond Expectations จาก AP

ไปชมภาพในคอลเลคชั่น Life One Wireless ที่กานต์กดชัตเตอร์มาฝากกันต่อด้านในดีกว่าครับ พร้อมกับอ่านเรื่องราวที่น่าสนใจของคอนโดมิเนียมที่เปรียบเป็นเพชรเม็ดงามบนถนนวิทยุที่กานต์บรรจงเล่าให้ฟังอย่างละเมียดละไมด้านในโพสต์เลยครับ

พักผ่อนสบายๆ ในคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ Staycation อยู่ในโรงแรมหรูตลอดเวลา

Life One Wireless เป็นโครงการที่เน้นการใช้ชีวิตท่ามกลางพื้นที่สีเขียวทั้งที่บริเวณชั้นล่างกว่า 1 ไร่และสวนด้านบนอาคารไปจนถึง Rooftop โดยได้มีการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่มาพร้อมที่ดินตรงนี้เอาไว้ถึง 12 ต้น

ไฮไลท์อีกจุดคือสระว่ายน้ำ Dazzing Pool ยาว 35 เมตร เป็นสระที่มีดีไซน์สวยมาก มีจากุซชี่และเดย์เบดให้เราได้มีวันพักผ่อนสบายๆ ใจกลางกรุง

รีวิวนี้นอกจากจะพาชมพื้นที่ส่วนกลางที่มีด้วยกันหลายจุดแล้ว จะพาไปชมห้องตัวอย่าง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม.ด้วยครับ

สำหรับการเดินทางนั้น ด้านหน้าโครงการเป็นถนน One Way ครับ มุ่งหน้าเพชรบุรี แต่มีทางออกด้านหลังโครงการซื้อเพื่อเปิดพื้นที่ออกไปยังซอยนายเลิศ ทำให้สามารถกลับไปถนนเพลินจิตได้โดยไม่ต้องอ้อม สามารถไปขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานครได้ ซึ่งอยู่ห่างไปเพียง 250 เมตร

แต่สำหรับใครที่ต้องการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สามารถใช้บริการได้ที่สถานีเพลินจิต ซึ่งอยู่ห่างจากโครงการประมาณ 650 เมตร เดินไปช้อปปิ้งที่ Central Embassy ได้ หรือถ้าไม่อยากออกไปไหน ฝั่งตรงข้ามมีร้านค้าที่ BDMS Wellness หรือถ้าใครจำเป็นต้องเดินทางโดยเรือก็มีท่าเรือสะพานวิทยุอยู่ติดกับโครงการเลยครับ เป็นการเพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจ

ผมชอบการออกแบบ Drop-Off ที่ลงรายละเอียดเอาไว้เป็นดีไซน์ที่ Modern-Heritage มากครับ แรงบันดาลใจคล้ายกับเจดีย์ทรายช่วงสงกรานต์ที่มีชั้นน้ำพุและมีกระจกเงาเป็นลูกเล่น ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถเข้ามาในโรงแรมหรูหลายแห่งบนถนนวิทยุ

จากนั้น สามารถวนเข้าไปจอดรถได้ที่ลานจอดด้านหลังซึ่งจะเชื่อมเข้าคอนโดได้จากประตูด้านใน เป็นที่จอดรถแบบ Conventional คิดเป็น 42% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด ที่นี่ได้เตรียมจุดจอดรถสำหรับชาร์จ EV Charger เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วด้วยครับ

“ใบโพธิ์สีทอง” เป็นสัญลักษณ์ที่เลือกมาใช้ในการสื่อสารงานดีไซน์ในความเป็น Modern Thai Colonial คือสถาปัตยกรรมในช่วงล่าอาณานิคม ที่มีความผสมผสานบรรยากาศแบบตกวันออกพบตะวันตกแบบ (East Meet West) เน้นความเป็นไทยแสนคลาสสิคแต่ผสมผสานด้วยรายละเอียดของวัฒนธรรมอันหรูหราแบบยุโรป ทำให้เกิดความแตกต่างไม่เหมือนใคร

นอกจากจะได้แรงบันดาลใจจากใบโพธิ์แล้ว ยังบอกเล่าความเป็นไทยเช่น น้ำพุเจดีย์ทรายที่ Drop-Off หน้าต่างทรงสูงจากพื้นถึงผนัง การกรุไม้ใช้คิ้วบัวประดับในจุดต่างๆ หรือแม้กระทั่ง Facade ที่ทำหน้าที่คล้ายบานเกล็ดหน้าต่างเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พักอาศัย จนกลายเป็นคอนโดมิเนียมที่มีคาแรกเตอร์เก๋มาก แต่ดูกลมกลืนเข้ากับประวัติศาสตร์ของถนนวิทยุ

ด้านหน้าทางเข้าโครงการออกแบบให้เสาอาคารทำหน้าที่คล้ายงานประติมากรรมเป็นลูกเล่นที่เสริมให้อาคารดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ผมชื่นชมที่ทางโครงการได้เติมพื้นที่สีเขียวในแทบทุกตารางนิ้วเลยครับ เป็นเหมือนโอเอซิสใจกลางกรุง ยิ่งมาจับคู่กับเสาที่ออกแบบให้เป็นลอนสีขาว คุมโทนไว้ดี เลยทำให้ชั้นล่างเป็นมุมที่สวยมาก

เมื่อเดินเข้ามาจะพบพื้นที่แบบเปิดโล่งเพื่อให้มองเห็น One Wireless Botany ซึ่งเป็นไฮไลท์ภายใต้คอนเซ็ปต์การออกแบบ “Live a Splendid Life” กับพื้นที่สีเขียว เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ มีสนามหญ้า Sensational Pavillion มี Water Feature เพิ่มความสดชื่นสบายตา เวลาที่เหนื่อยๆ หลังเดินทางกลับจากข้างนอกเข้ามา จะรู้สึกทันทีถึงความสบายตาสบายใจ เป็นฟีลลิ่งของได้กลับมาอยู่ในเซฟโซน ที่ที่เราคุ้นเคยและตกหลุมรัก

จาก Drop-Off ด้านหน้า ตรงเข้ามาจะเป็น Lobby ส่วนแรกด้านนอกที่มีความเป็น Semi-Outdoor ตกแต่งในสไตล์โคโลเนียล ผมชอบพื้นและผนังหินอ่อนขาวลายเทาดูแล้วคงความคลาสสิคเหนือการเวลา มาพร้อมกับการเลือกใช้สีทองและสีดำเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ผนังประดับตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ใบโพธิ์สีทอง ยามที่มีลมพัดผ่านเข้ามา สังเกตว่าใบโพธิ์ขยับตามได้ สะท้อนเป็นประกายวิบวับเป็นลูกเล่นที่ช่วยให้ Lobby มีสีสันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทางโครงการได้จัดให้มี Sunken Seating เพื่อให้มองเห็นสวนสวยด้านนอกในระนาบสายตา

ขณะเดียวกัน ด้านในยังจัดวางเก้าอี้ดีไซน์วินเทจสีเบจ เตรียมเอาไว้ต้อนรับและนั่งพักผ่อนอีกด้วย ผมชอบโถงกลางบริเวณนี้ที่จัดแจกันดอกไม้สีสันสดใส วางไว้บนโต๊ะหินอ่อนสีครีม ประดับผนังด้วยภาพงานศิลปะลวดลายแบบไทย ดูแล้วช่างกลมกลืนเข้ากันไปเสียหมด

มุมนี้สวยมาก เป็นความเรียบหรูที่สื่อสารผ่านแชนเดอเลียร์ โต๊ะหินอ่อนทรงกลมและแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ เป็นจุดที่ทำหน้าที่เบรกดาวน์ก่อนจะเข้าไปสู่พื้นที่ส่วนกลางด้านใน

การเข้าไปภายในอาคารทำได้หลายวิธี เช่นใช้บัตรผ่านหรือสแกนใบหน้า และยังเปิดให้ใช้งานผ่าน AP Community Application สั่งงานทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟนให้เราคอนโทรลได้แบบ Real Time ทั้งการเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าในห้องพัก การจองใช้พื้นที่ส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัย ผมว่าเป็นนวัตกรรมที่ล้ำดีครับเหมาะกับช่วงเวลาเช่นนี้มาก

เข้ามาด้านในจะเป็น Living Lobby ที่ตกแต่งภายเน้นความคลาสสิค ด้วยการจัดวางโซฟา เก้าอี้ ที่นั่งแบบหลวมๆ กระจายกันไปในหลายจุด ที่ผมชอบคือ Lobby เพดานสูงประมาณ 5 เมตร พร้อมหน้าต่างกระจกเต็มบาน ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบาย เวลานั่งพักผ่อนด้านในแล้วมองออกไปจะเห็นสวนภายนอก ให้ความสบายใจ เป็นการ Warm Welcome ที่ได้ฟีลลิ่งดีมากๆ

เท่าที่สังเกต การตกแต่งภายในของที่นี่คุม Mood and Tone ได้ดีมากครับ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ พื้นหินอ่อน กรุไม้ เดินบัว เดินคิ้ว ผนังกระจก โคมไฟเพดาน หลักๆ คือสีขาวงาช้าง เบจ น้ำตาล ทอง ซึ่งเป็นสีที่สะท้อนความ Heritage ได้ดี ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ที่ปลูกประดับไว้เต็มพื้นที่

ด้านหลังเป็น Mail Room ที่ออกแบบให้เป็นกระจกสีทองดูเลอค่ามาก ผนังกรุคิ้วบัวสีขาวและเพดานสูงที่ไฟซ่อนตกแต่งเพิ่มความโดดเด่นให้กับตู้จดหมาย ประดับด้วยโคมไฟตกแต่งดีไซน์วินเทจเพิ่มเฉดทองให้อร่ามงดงามยิ่งขึ้น

Living Lobby ของที่ Life One Wireless จึงมีความเรียบหรู ดูดี ไม่มีอะไรที่ดูเว่อร์วังจนเกินไป ภายในนอกจากจะมีมุมนั่งเล่น รับแขกแล้ว ยังมีโต๊ะกลมสำหรับประชุมคุยงาน เซ็นต์เอกสารสำคัญซึ่งทำเป็นห้องแยกออกไปโดยเฉพาะ

ถัดไปด้านในจะเป็น Co-Working Space ออกแบบเป็น Sunken Seat ให้นั่งทำงานไปพลางชมสวนไปพลาง มีเต้าเสียบปลั๊กไฟติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถนั่งเสียบโน๊ตบุ๊ค ชาร์จแบตมือถือหรือแท็บเล็ตนั่งชิลล์ได้ทั้งวัน แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งกระจายกันออกไป

ส่วนด้านในสุดออกแบบให้เป็นห้องสมุดไว้คอยบริการสำหรับใครที่ต้องการความเงียบสงบ

มีประตูสำหรับลูกบ้านให้เดินออกจากอาคารไปสู่ One Wireless Botany ได้โดยตรง เราสามารถหยิบหนังสือเล่มโปรดที่ยังอ่านค้างไว้จากในห้อง ไปนั่งอ่านต่อที่ Sensational Pavillion หรือใต้ต้นไม้ได้ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ยามเย็น

ด้านนอกเป็น Botanic Metropolis สวนขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่ ถ้าไม่อยากเดินผ่าน Lobby ด้านหน้า ก็สามารถเบี่ยงออกมาทางซ้ายเล็กน้อยตามทางเดินที่ลัดผ่านสวนสีเขียวเข้าไป เพื่อความผ่อนคลาย หลังจากที่เราได้ไปเผชิญมลภาวะจากภายนอกเข้ามา

ผมว่าให้อารมณ์เหมือนวังเจ้านายสมัยก่อน ที่ออกแบบให้เราจะต้องเดินผ่านสวนขนาดใหญ่ก่อนจะเดินเข้าไปถึงภายในตัวบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน

เอาเป็นว่าถ้าใครต้องการสัมผัสพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง สูดอากาศบริสุทธิ์ เติมอ๊อกซิเจนเข้าร่างกายก่อนก็มานั่งพักผ่อนที่ Sensational Pavillion หรือว่า Sunken Area ริมน้ำตกก็ได้ครับ

จากนั้น พักจนพอคลายเหนื่อยแล้ว เราค่อยเปิดประตูเข้าไปยังด้านในอาคารจากประตูตรงกลางสวนได้เช่นกัน

การออกแบบที่ต้องการสื่อสารงานดีไซน์ในความเป็น Modern Thai Colonial ทำให้ภาพของคอนโดมิเนียมที่ออกมาจึงดูมีเสน่ห์มาก เสริมความโดดเด่นด้วยแชนเดอร์เลียพวงระย้า โซฟา เก้าอี้นั่งพักผ่อนสไตล์วินเทจ โดดเด่นด้วยการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคาร

สวนส่วนกลางอีกจุดจะอยู่ที่ชั้น 10 ครับ เรียกว่า Cascade Garden โครงการออกแบบให้เป็นสวนเล่นระดับ ปลูกต้นไม้และไม้พุ่มเอาไว้โดยรอบห้องพักชั้นนี้เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นส่วนตัวในพื้นที่ส่วนรวม เรียกว่าได้ประโยชน์ในแง่ฟังก์ชันและความสวยงามไปในคราวเดียวกัน

ตรงกลางดีไซน์ให้มีหินจัดวางไว้ติดกับบ่อน้ำเพื่อความผ่อนคลาย ช่วงริมอาคารจัดวางที่นีั่งเป็น Sunken Seating แบบชิงช้าสีขาวในสวนไว้หลายจุด ผมสังเกตเห็นว่ามีการปลูกไม้เลื้อยตามแนวระแนงด้านหลังชิงช้า คิดว่าอีกไม่นานคงจะสวยและร่มรื่นมากขึ้น ตรงกลางจะเป็น Pavillion ขนาดใหญ่พร้อมชุดเก้าอี้หวาย กลายเป็นสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่สามารถมองเห็นวิวในระดับชั้นที่ยังไม่สูงมากนัก

ชั้นนี้จะเป็นชั้นที่มี Facilities ร่วมกับห้องพักครับ ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้านชั้น 10 จึงต้องมีประตูกั้นในส่วนของการพักอาศัย ไม่ให้ลูกบ้านจากชั้นอื่นเข้ามาในโซนห้องพักได้นอกจากผู้ที่อยู่ชั้นเดียวกันเท่านั้น แต่ที่ผมว่ามันดีมากๆ สำหรับชั้นนี้ก็คือ จะมีตำแหน่งห้องพิเศษที่ติดกับสวนเลยครับ เหมาะสำหรับคนที่ชอบพื้นที่สีเขียว เหมือนได้มีสวนส่วนตัวอยู่ติดกับระเบียงห้อง หรือจะออกมาเดินเล่นก็ง่าย ทำได้ตลอดเวลา แต่ก็จำเป็นต้องแลกกับความเป็นส่วนตัวที่ลดลงไป อาจจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมและไลฟ์สไตล์ของเราประกอบกันไปอีกครั้งครับ

ไฮไลต์อีกอย่างของ Life One Wireless ที่ผมชอบและขอยกนิ้วให้คือการดีไซน์ให้มีพื้นที่ส่วนกลางแบบเล่นระดับเชื่อมระหว่างชั้น 42-43 คือ High Garden Promenade ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Amphitheater เปิดมุมมองของสวนด้วยพื้นที่ไล่ระดับแบบขั้นบันได พร้อมสเปซที่รองรับกิจกรรมได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในส่วนของ Indoor และ Outdoor

เริ่มจากพื้นที่สวนกันก่อนครับ Life One Wireless นับว่าเป็นคอนโดที่ Photogenic มาก มีมุมถ่ายรูปหลายจุด ซึ่งก็มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ยิ่งออกแบบให้เป็นพื้นที่เล่นระดับทำให้เกิดเป็นมุมมองภาพที่หลากหลายแม้ว่าจะถ่ายจากบริเวณเดียวกันก็ตาม

บางมุมมาพร้อมกับต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกไว้บน Rooftop เป็นไม้พุ่มหนาดูเขียวสบายตาดี มีฉากหลังเป็นอาคารน้อยใหญ่เรียงรายกันไป อย่าง Skywalk เดินไปจุดชมวิวที่ผมยืนถ่ายรูปอยู่นี้ก็สวยดีครับ มีต้นไม้สองฝั่งพร้อมกับราวกั้นเป็นกระจกใสกันตก ช่วยเปิดมุมมองภาพได้ดี ความงดงามจะยิ่งทวีเมื่อเวลาไล่ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงค่ำที่เริ่มเปิดไฟ เป็นจุดชมวิวที่ถ่ายรูปออกมาได้อลังการมาก

หรือหากใครอยากพักผ่อน ก็สามารถนั่งเล่นบริเวณ The Vista Deck ที่ออกแบบเป็นอัฒจรรย์

Amphitheater ทำให้เรามีที่นั่งพักผ่อน อ่านหนังสือพิมพ์ในวันสบายๆ บนชั้น Rooftop ประกอบกับบางจุดได้จัดวางชุดเก้าอี้หวายกลางแจ้งเอาไว้ พร้อมกับชมวิวกรุงเทพมุมสูงให้เพลินตาสบายใจ เป็นอะไรที่ว๊าวมากสำหรับผมครับ

ทางเดินเชื่อมระหว่างชั้น 42 และ 43 เราต้องเดินขึ้นมาเล็กน้อยถึงจะเป็นสระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำ Dazzling Pool ที่มีความยาวถึง 35 เมตร หันไป 3 ทิศทางคือตะวันออก ทิศใต้และตะวันตก ทำให้ได้มุมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลา

ถ้าใครอยากจะมาว่ายน้ำยามเช้ารับอรุณก็ดีงามมาก หรือนอนพักผ่อนเฉยๆ ผมว่าก็ดูผ่อนคลายดีแล้ว

หรือถ้าอยากฟินกับวิวซันเซ็ทช่วงเย็น ก็แค่มองไปยังฝั่งตรงข้าม ผมว่านี่เป็นสระว่ายน้ำแบบ Infinite Edge Pool ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพ เหมือนได้พักผ่อนอยู่ในโรงแรมหรูใจกลางเมืองเลยครับ

สระว่ายน้ำเป็นระบบเกลือ มีวงกลมเป็นอ่าง Jacuzzi ออกแบบให้มีที่นั่งอยู่ใต้น้ำ สามารถลงไปนั่งเล่นแช่น้ำผ่อนคลายกันได้สบายๆ กันได้อีกด้วย พร้อมกับสระเด็กที่อยู่บริเวณทางเดินลง ใกล้กับที่นั่ง Day Bed ทำให้ผู้ปกครองสามารถมองเห็นเด็กๆ เล่นน้ำในระยะใกล้ชิด ขณะที่นั่งพักผ่อนชมวิวไปด้วยอย่างสบายใจ

ขณะที่มุมสุดของสระจะเป็น Day Bed วางอยู่ในน้ำ เอาไว้ให้ถ่ายรูปทำคอนเทนท์ เอ๊ยย!! จัดไว้ให้เป็นที่นั่งอาบแดดชมวิวชิลล์ๆ ข้อดีที่ผมชอบอีกอย่างก็คือ แทบไม่มีอาคารสูงในระยะประชิดโครงการเลยครับ ทำให้เรามองเห็นภาพอาคารน้อยใหญ่ในกรุงเทพที่กลายเป็นเหมือนงานศิลปะขนาดใหญ่ ทำให้ผมชอบมุมนี้มากครับ

ชั้น 43 นอกจากจะมีสระว่ายน้ำแล้วยังมีฟิตเนสด้วยครับ คิดว่าลูกบ้านสายสปอร์ตคงถูกฝังตัวอยู่ด้านบนนี้ทั้งวัน เพราะฟิตเนสก็มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งหนึ่งของชั้นบน มีทั้งโซนกลางแจ้งและในห้องปรับอากาศ จัดวางเครื่องออกกำลังกาย อุปกรณ์ Weight Training และ Cardio Machine ได้เต็มพื้นที่ ถือว่ามีจำนวนเยอะอยู่นะครับ เพียงพอและครอบคลุมทุกความต้องการใช้งาน

โดยเครื่อง Cardio แบบจักรยาน จะหันหน้าชมวิวทางฝั่งถนนเพชรบุรีและซอยนานา ส่วน Cardio แบบลู่วิ่งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งมองเห็นวิวสระว่ายน้ำและสวน รวมถึงอาคารน้อยใหญ่ฝั่งในเมือง ด้วยความที่เป็นผนังกระจกรอบทิศ ไม่ว่าจะมองจากวิวฝั่งไหนก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่สดชื่น ได้ประโยชน์มากครับ

จากชั้น 43 ซึ่งจะเชื่อมต่อกับชั้น 42 ซึ่งเป็น Facilities เช่นกัน มี Rooftop Sky Bar & Garden ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกับ High Garden Promenade ที่อยู่อีกฝั่ง ออกแบบให้เป็นมุมจัดกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมสนามหญ้า บาร์และเก้าอี้ที่นั่ง จัดวางไว้ในบริเวณที่มีดีไซน์โดดเด่นด้วยโครงสร้างผนังอาคารแบบเปิดโล่ง มองเห็นวิวกรุงเทพเช่นกัน มันเป็นอีกมุมของโครงการนี้ที่ผมมองว่าสวยมาก อยากจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวที่นี่เลยอ่ะ

ขยับเข้ามาด้านในจะเป็น Amphitheater Wireless Social Club ออกแบบเป็นพื้นที่ Sky Lounge สีทองขนาดใหญ่ ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลาย อาทิ Counter Bar ให้เรามาชงเครื่องดื่มเย็นๆ ระหว่างนั่งพักผ่อนได้ มีตู้เย็นไว้คอยให้บริการด้วยครับ

ถัดไปจะแยกเป็นอีกห้องกั้นด้วยกระจกบานใหญ่ เป็น Co-Working Space สำหรับนั่งทำงาน ประชุมหรือพรีเซนต์งาน มีการจัดวางที่นั่งแบบกระจายกันไปตามความต้องการทั้งเดี่ยว คู่และแบบหมู่คณะ พร้อมกับลำโพงส่วนตัวและ Wifi ทั่วโครงการ ให้เราได้นั่งทำงานพร้อมกับชมวิวเมืองสวยๆ ไปด้วยในตัวครับ

ติดกันเป็นห้องประชุมเพื่อความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

ด้านในสุดจะเป็น Theatre Lounge เอาไว้นั่งดูหนังแบบส่วนตัว พร้อมที่นั่ง โซฟา ให้ความรู้สึกหรูหราเหมือนบาร์สวยๆ สำหรับจัดเป็น Movies Party กับเพื่อนสนิท

มุมจากด้านหน้า Amphitheater Wireless Social Club จะเห็นวิวทางด่วนและอาคารน้อยใหญ่ในกรุงเทพ โดยจะสังเกตว่า ไม่มีการบล็อควิวแต่อย่างใด

จากพื้นที่ส่วนกลาง ผมจะพามาชมห้องตัวอย่างกันบ้างครับ เป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม.

สำหรับการวางผังห้องนั้น ทางโครงการออกแบบให้ด้านหน้าประตูเป็นส่วนของครัวและห้องน้ำ วัสดุปูพื้นเป็นไม้ลามิเนตทั้งห้องอาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการใช้งาน พื้นที่ริมผนังสามารถติดตั้งราวแขวนเสื้อหรือที่เก็บของขนาดเล็กได้ เป็นการใช้พื้นที่เต็มประสิทธิภาพ

โครงการขายแบบ Fully Fitted โดยได้ติดตั้งเคาน์เตอร์ครัว Built in พร้อมอุปกรณ์ครัวของ Teka Top ครัวใช้เป็นหินสังเคราะห์สีขาว ซึ่งระดับความแข็งแรงทนทานถือว่าดี มีการติดตั้ง Backsplash เป็นกระจกนิรภัยกันเปื้อนไว้บริเวณผนังครัวเรียบร้อยแล้ว ข้อดีก็คือเราสามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ด้านซ้ายเป็นซิงค์ล้างจานสแตนเลสหลุมเดี่ยวแบบฝัง ส่วนด้านขวาติดตั้งเตาไฟฟ้ามาพร้อมเครื่องดูดควัน ตรงกลางเหลือเป็นพื้นที่จัดวางอาหารและอุปกรณ์ทำครัว ส่วนด้านล่างเว้นช่องสำหรับวางเตาไมโครเวฟ ส่วนตรงกลางเว้นไว้ให้วางเครื่องซักผ้าซึ่งอาจจะต้องวัดขนาดให้พอดีก่อนจะไปซื้อมาติดตั้งครับ เช่นเดียวกับด้านในสุดที่เว้นพื้นที่ไว้ให้ติดตั้งตู้เย็น

นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้ติดตั้งประตูกระจกบานเลื่อนเอาไว้ให้เป็นไอเดียเพื่อแยกฟังก์ชันตามพื้นที่การใช้งาน ข้อดีคือทำให้ห้องดูกว้าง ไม่อึดอัด แล้วยังได้ความเป็นสัดส่วนระหว่างครัวกับส่วนพักผ่อนด้านใน

ส่วนตัวผมว่า ห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม. ถือว่าห้องไม่เล็กไม่ใหญ่ เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองครับ หากจะซื้อเพื่อลงทุนผมมองว่าก็เป็นห้องที่ปล่อยเช่าแล้วทำราคาได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ภายในโซนพักผ่อน ส่วนแรกจะเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่สูงจรดเพดานประมาณ 2.6 เมตร ถือว่าเป็นห้องที่มีความสูงได้มาตรฐานคอนโดทั่วไป ทำให้อยู่แล้วรู้สึกสบายๆ ฝั่งตรงข้ามจัดวางโซฟาขนาด 2 ที่นั่งพร้อมสตูล พร้อมโต๊ะกลางแบบอเนกประสงค์ สำหรับนั่งทำงาน นอนเล่นมือถือ อ่านหนังสือหรือรับประทานอาหาร เรียกว่าเป็นไอเดียการออกแบบตกแต่งภายในเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่แท้จริง

ถัดจาก Living จะเป็นส่วนพักผ่อนครับ เราสามารถจัดวางเตียงนอนขนาด 5 ฟุตวางชิดติดหน้าต่างได้สบายๆ และยังมีพื้นที่เหลือได้ข้างอยู่พอสมควรครับ ห้องตัวอย่างออกแบบได้เรียบหรูดูดีมาก

ห้องตัวอย่างออกแบบได้เรียบหรูดูดีมาก ผมชอบการเลือกใช้สีส้มเข้ามาเป็นตัวหลัก ทำให้ห้องพักดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ดีไซน์แบบ Modern-Heritage ส่วนปลายเตียงเป็นโต๊ะเครื่องแป้งและสามารถปรับให้นั่งทำงานได้ด้วยครับ อยู่ติดกับระเบียงภายนอก ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็พอออกไปยืนรับลมชมวิวชิลล์ได้ แต่จะว่าไป คอนโดที่มี Facilities ส่วนกลางจัดเต็มขนาดนี้ ถ้าอยากจะทำงานหรือมีกิจกรรมอื่น ผมว่าเปลี่ยนบรรยากาศไปใช้บริการพื้นที่ส่วนกลางบ้างดีกว่าครับ

#โดยสรุป Life One Wireless เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับใครที่มองหาคอนโดมิเนียมดีไซน์สวยในสไตล์ Modern Thai Colonial สุดคลาสสิค บนทำเลที่เป็น Rare Item บนถนนสายประวัติศาสตร์ของไทยและได้ชื่อว่าที่ดินแพงติดอันดับ Top 5 เปรียบเสมือนการได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองเพชรเม็ดงาม ที่ผ่านการเจียระไนจนส่องประกายเจิดจรัส รอให้เรานัดวันเข้าไปชมโครงการและเซ็นต์สัญญาเป็นเจ้าของต่อไปครับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 1623
LIFE ONE WIRELESS คอนโดพร้อมเข้าอยู่ใกล้ BTS ราคาดีที่สุดในย่านเพลินจิต
– ห้อง Sunset Suite 28 ตร.ม. เริ่ม 4.29 ล้าน*
– ห้อง One Bed 35 ตร.ม. เริ่ม 155,000 บาท/ตร.ม.*

SPECIAL OFFER
– ลงทะเบียนรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 100,000 บาท*
– สิทธิพิเศษ Monthly Payment 18,900 บาท*

หรือ แนะนำเพื่อนมาจองรับค่าแนะนำสูงสุด 100,000 บาท*

ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดคลิ๊ก https://bit.ly/3rL6Jl3

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •