MALTON Private Residences Ari

“All things excellent are as difficult as they are rare.”

ถ้าจะยกให้ MALTON Private Residences Ari ว่าเป็น Rare Item ของวงการ Real Estate เมืองไทยที่รวมเอาความพิเศษหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกันก็คงไม่ผิดครับ

_

รีวิวนี้กานต์จะพามาสัมผัสที่สุดของโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Super Luxury ที่มีไฮไลท์อยู่ 3 ประการ ภายใต้คอนเซปต์ Homage to Harmony คือ


1. Prime : นำทำเลที่ดีที่สุดมาพัฒนาโครงการ แน่นอนว่าอารีย์จะเรียกว่าเป็นย่านเศรษฐี คหบดีเก่าของกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งก็ว่าได้ การที่จะหาที่ดินเปล่ามาสร้างบ้านนั้นยากมากครับ เพราะใครต่างก็ถือไว้ไม่อยากปล่อย ยิ่งปัจจุบันนี้อารีย์กลายเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ที่รวมเอาไลฟ์สไตล์เก๋ ๆ สำหรับคนมีระดับมารวมไว้กลายเป็น Urban Culture ทำให้เป็นทำเลนี้น่าสนใจมาก

2. Pride : ผมอยากเรียก MALTON Private Residences Ari ว่าเป็นผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซบนที่ดินผืนใหญ่ใจกลางเมือง การได้เป็นเจ้าของผลงานการออกแบบที่อยู่อาศัย Timeless Design ที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา จึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิต

3. Privacy : แม้ MALTON Private Residences Ari จะตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่เรื่องความเป็นส่วนตัวต้องมาก่อน จึงไม่เน้นจำนวนยูนิตมากนักเพียงแค่ 8 ยูนิตเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพของการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตครับ

กานต์ได้เข้ามาชม MALTON Private Residences Ari บ้านหรู 5 ชั้นที่ถอดแบบสถาปัตยกรรม Londonesque มาเป็นบ้านสีขาวเบจโทนอบอุ่นในสไตล์ French Colonial ตกแต่งพร้อมเฟอร์นิเจอร์นำเข้าแบรนด์ Olivia Living ภายในบ้านมีทั้งสวนส่วนตัว ลิฟต์โดยสาร สระว่ายน้ำที่ชั้นดาดฟ้า บรรยากาศของการพักอาศัยดีมากครับ ออกแบบและตกแต่งได้สวยงาม รองรับวิถีชีวิตทุกช่วงวัย ที่สำคัญคือการให้ความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด แต่ยังคงสามารถสัมผัสกับไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองได้อย่างสะดวกสบาย นับเป็น Exclusive Living ที่ตอบโจทย์ผมมาก จนอยากจะเรียกว่าเป็น “บ้านในฝัน” เลยล่ะครับ

ไปชมภาพที่กานต์เก็บมาฝากกันพร้อมกับเรื่องราวความเป็นที่สุดในทุกด้านของบ้านระดับ Super Luxury อย่าง MALTON Private Residences Ari ราคาเริ่มต้นที่ 62 ล้านบาท แต่สำหรับบ้านหลังที่ผมพาไปชมราคาจะอยู่ที่ 74.4 ล้านบาท ชวนคลิกเข้าไปอ่านด้านในกันต่อดีกว่าครับ

#MajorDevelopment#MALTON#PrivateResidences#Ari

MALTON Private Residences Ari อยู่ภายในซอยพหลโยธิน 8 หรือที่เรียกว่าซอยสายลมเป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าสนใจอย่างมากในย่านอารีย์ เพราะเข้าออกได้หลายทาง ทั้งยังใกล้ทางด่วนเพียงแค่ 2 นาที ในย่านนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล สถานศึกษา เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ค่อนข้างพลุกพล่านตามวิถีชีวิตของคนเมืองหลวง แต่เชื่อไหมครับว่าทันทีที่ผมขับรถเข้ามาในซอยสายลม กลับได้สัมผัสกับความเงียบสงบ เต็มไปด้วยความร่มรื่น มีความ Residential รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนเศรษฐี คหบดีเก่า ไม่ค่อยมีอาคารสูงเหมือนด้านนอก จึงเหมาะแก่การอยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนส่วนตัวที่แท้จริง

MALTON Private Residences Ari มีเพียง 8 ยูนิต เป็น Exclusive Living ของอัครสถานซึ่งผสานความเป็น Homage to Harmony ให้มีความงดงามและทรงคุณค่าแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม โดยได้บริษัทสถาปนิกชั้นนำอย่าง I Will Design Studio มาออกแบบตัวอาคารซึ่งถอดแบบสถาปัตยกรรม Londonesque มาเป็นบ้านสีขาวเบจโทนอบอุ่น บริษัท DWP ที่มีความเชี่ยวชาญงานด้าน Luxury Design มารังสรรค์อินทีเรียดีไซน์ในสไตล์ French Colonial ส่วน Tropical Loft ก็จะเป็นอีกหน้าที่ของ N7A ที่มารับหน้าที่ตกแต่งภายใน ซึ่งผมชอบมากทั้ง 2 สไตล์เลยครับ

ฟังก์ชันของบ้านทุกหลังจะคล้ายกัน โดยเป็นบ้าน 5 ชั้น สร้างบนพื้นที่ดินขนาด 50.1–64 ตร.วา มีพื้นที่ใช้สอย 489–526 ตร.ม. บ้านหน้ากว้าง 8 เมตร สามารถจอดรถได้ 3 คัน จอดเป็นตอนลึกข้างหน้า 2 คัน ด้านใน 1 คัน พื้นลานจอดรถปูคอนกรีตสแตมป์ ภายในบ้านตกแต่งแบบ Fully Custom Built–in ออกแบบให้มีพื้นที่สวนสีเขียวส่วนตัวด้านข้างและระเบียงกว้างโดยรอบก็ออกแบบแลนด์สเคปเอาไว้เรียบร้อย ประกอบกับชั้นดาดฟ้าเป็นสระว่ายน้ำพร้อมลานกว้างเพื่อจัดปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัว

มาดูบ้านตกแต่งสไตล์ French Colonial กันก่อนครับ สถาปนิกออกแบบได้อย่างปราณีต มีความ Exclusive Touch ที่แตกต่างจากที่ผมเคยเห็นที่อื่นในทันที ด้วยเป็นเพราะการเลือกสรรวัสดุจากแบรนด์ระดับพรีเมี่ยม เฟอร์นิเจอร์งานเวิล์ดคลาส เน้นการออกแบบเพื่อการอยู่อาศัยจริง สำหรับสมาชิกภายในบ้านที่มีหลากหลายความต้องการ ดังนั้น ฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในบ้านจึงค่อนข้างมีความยืดหยุ่นแม้ว่าที่เราเห็นจะเป็นบ้านที่ตกแต่งเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้วก็ตาม ที่เห็นได้ชัดเลยคือการติดตั้งลิฟต์โดยสารเพื่อให้การขึ้นลงบ้าน 5 ชั้นเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

ชั้น 1 เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในบ้าน จะพบส่วน Foyer ด้านข้างติดตั้งตู้เก็บของเอาไว้ให้อย่างเป็นสัดส่วน สามารถเก็บรองเท้าได้ในมุมนี้

การขึ้นชั้นบนจะมีทั้งลิฟต์โดยสารและบันไดซึ่งผมได้ลองใช้ทั้ง 2 แบบ ส่วนตัวชอบการเดินขึ้นบันไดมากกว่าเพราะได้ฟีลของความเป็นบ้านที่มีชานพักระหว่างชั้น มีการเปิดช่องแสงจากด้านนอกเพื่อรับแสงธรรมชาติและมองเห็นต้นไม้สีเขียวที่เราปลูกไว้คอยโบกมือทักทายเราผ่านกระจกใส แต่การติดตั้งลิฟต์โดยสารก็ทำให้สะดวกมากในการขึ้นลงหลาย ๆ ชั้น หรือแม้แต่บ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่อาศัยด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ 

ชั้นหนึ่งยังเป็นพื้นที่ของ Serviced Area ด้านข้างและ Maid Plaza ซึ่งแยกส่วนชัดเจนอยู่บริเวณทางเข้าด้านในถัดจากลานจอดรถเพื่อความเป็นส่วนตัว มีครัวไทยและห้องซักรีดที่ Build-in มาให้ครบทุกอย่างแล้ว ประตูรั้วเป็นระบบออโต้เมติกควบคุมด้วยรีโมทไฟฟ้า ด้านข้างมีประตูสำหรับเดินเข้าออกบ้านโดยใช้คีย์การ์ด ส่วนการรักษาความปลอดภัยจะใช้ระบบ Home Automation สื่อสารกับแขกที่มาติดต่อจากภายในบ้าน วีดีโอต่อไปยังหน้าประตูทางเข้าหลักของโครงการและเปิดเมนเกตได้เลยทันที

อีกด้านจะออกแบบให้เป็นสวนพร้อมกับ Outdoor Dining Area เพื่อให้สมาชิกในบ้านได้มานั่งเล่น พูดคุยกัน รับประทานอาหาร จัดงานเลี้ยงบาร์บีคิวปาร์ตี้ เรียกว่าเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของทุกคนที่เชื่อมต่อวิถีชีวิตให้เข้ากับความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นพื้นที่รับแขกได้เช่นกัน และยังมีบันไดด้านข้างเพื่อขึ้นไปยัง Living Area บนชั้น 2 ได้โดยจะไม่รบกวนสมาชิกในบ้านท่านอื่น

เมื่อขึ้นมาบนชั้น 2 เป็น Common Area จะทำหน้าที่พระเอกของบ้าน เพราะเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงสามารถรับแขกได้ มองผ่านหน้าประตูระหว่างที่เดินออกจากลิฟต์มาจะพบว่า มุมโถงนั่งเล่นเป็นเสมือนงานจิตรกรรมชิ้นเอกที่เด่นอยู่ภายใน Common Area

Common Area ออกแบบในลักษณะ Open Plan ที่เชื่อมต่อกันยาวไปตั้งแต่ส่วนโถงนั่งเล่น ส่วนรับประทานอาหาร Pantry ครัวยุโรปจาก Poggenpohl ห้องน้ำแบบ Powder Room ไปจนถึงลานระเบียงด้านนอกทั้ง 2 ฝั่งที่ออกแบบให้เป็น Private Garden

บ้านดีไซน์ French Colonial จะให้ความรู้สึก Classy ในการอยู่อาศัย มีความเรียบหรูโก้ ด้วยโทนสีเบจ เทา ขาวและน้ำตาลอ่อน ขับเข้มด้วยสีน้ำเงินแซมมาบ้างเพื่อสร้างสีสัน ผมชอบประตูทรงโค้งเกือกม้าที่เรียงรายกันบริเวณด้านหน้า ให้ความรู้สึกว่า Modern Classic ดี ประกอบกับภายในโถงห้องนั่งเล่นที่เป็น Double Volume ยกเพดานขึ้นไปสูงถึง 6.45 เมตร พร้อมกระจกทรงสูงจรดฝ้าที่ชั้น 3 ให้ความรู้สึกโอ่โถง โปร่ง โล่ง สบายในการอยู่อาศัยและได้แสงจากธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาภายใน ประกอบกับการติดตั้งกระจกเงามาให้แล้ว ช่วยให้บ้านดูกว้างและมีมิติมากยิ่งขึ้น

“Luxury must be comfortable, otherwise it is not luxury.”

-Coco Chanel

นอกจากนี้ ผมได้เก็บภาพถ่ายมุมสูงลงมาจากบนชั้น 3 เพื่อให้เห็นมุมมองที่แตกต่างของการพักอาศัยในอัครสถานแห่งนี้ โดยไล่ระดับสายตาจากด้านบนลงมา จะมองผ่านโคมไฟรูปเชิงเทียนสุดคลาสสิค โอบล้อมด้วยผ้าม่านทรงสูงจากพื้นจรดเพดาน ผ่านกรอบกระจกเงาทรงโค้งขอบสีเข้ม ช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น ลงมาจนถึงชุดโซฟาดีไซน์หลากหลาย

เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดจากแบรนด์ Olivia Living ถูกจัดวางไว้อย่างเข้ากันดี มีของประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ช่วยให้พื้นที่นี้มีความเลิศหรู อลังการ เรียกได้ว่าด้วยการออกแบบ ด้วยการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยมและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่า Living Area หัวใจของบ้านหลังนี้มีความแกรนด์มาก

มองย้อนจากมุมรับประทานอาหารไปยังโถงนั่งเล่น จะเห็นว่ามีประตูทางออกไปยังระเบียงภายนอกทั้ง 2 ฝั่ง

Home, the spot of earth supremely blest, A dearer, sweeter spot than all the rest. Welcome Home.

ห้องน้ำบริเวณชั้น 2 จะเป็นแบบ Powder Room ค่อนข้างกว้างเลยครับ ภายในประดับด้วยหินอ่อนดูหรูหรามาก

มุมนี้ไอเดียดี สถาปนิกออกแบบให้มีกระจกเงาเต็มบานบนผนัง ทำให้ห้องดูกว้างมากขึ้นไปอีก ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูผ่อนคลาย ไม่อึดอัด

ลานระเบียงด้านนอกทั้ง 2 ฝั่งที่ออกแบบให้เป็น Private Garden แทรกตัวอยู่ในชั้นต่าง ๆ โดยมีแนวคิดในการออกแบบ Midtown Forest ให้สวนภายในบ้านเป็นเสมือนป่ากลางใจเมือง เพื่อให้เกิดสุนทรียะแห่งการพักอาศัย ผมชอบสวนและลานด้านหลังบ้านมาก เห็นแล้วอยากจิบชาขึ้นมาทันที

ส่วนรับประทานอาหาร Pantry และครัวยุโรปจาก Poggenpohl

ลานระเบียงกว้างด้านหลัง ปลูกไม้ประดับและไม้ยืนต้นเอาไว้มากมายเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายเวลาอยู่บ้าน

ท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้ในพื้นที่ยกสูงขึ้นจะได้รับลมธรรมชาติ เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบภูมิสถาปัตย์ให้สอดรับกับความงดงามของสถาปัตยกรรมภายในโครงการและวิถีชีวิต

ด้านข้างมีบันไดทอดยาวสามารถเดินขึ้นลงจากชั้นล่างตรงมายัง Living Area ได้เลยโดยไม่ต้องเดินผ่านเข้าไปยังภายในตัวบ้าน เป็นการออกแบบที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของทุกฝ่ายดีครับ

ด้านข้างออกแบบให้เป็นสวนพร้อมกับ Outdoor Dining Area จัดวางเคาน์เตอร์สำหรับเตรียมอาหารและโต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ไว้พร้อมแล้วครับ

ผมชอบมุมบันไดนี้มาก เป็นงานสีขาวดำที่ทำออกมาได้เรียบ หรู โก้ดีครับ

ขึ้นมาชั้น 3 จะเป็น Master Bedroom ทั้งชั้น ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ของโถงนั่งเล่นที่บริเวณชั้น 2 สามารถมองจากระเบียงลงไปได้ และช่วยให้ห้องนอนหลักสามารถเปิดรับแสงจากภายนอกได้ทั้ง 2 ฝั่ง เนื่องจากออกแบบให้อยู่ทางด้านหน้าบ้านด้วย ช่วยทำให้ห้องดูกว้างเพราะมีพื้นที่เปิดโล่งจากภายในหลายจุด

ผมชอบมุมทางเข้า Master Bedroom ที่ออกแบบให้เป็นตู้โชว์ของสะสมระดับมาสเตอร์พีซ มองเข้าไปภายในมีทั้งกล้องถ่ายรูป หนังสือ กล่องเครื่องประดับ กระเป๋า ราวกับเป็นการบอกเล่าตัวตนและรสนิยมของเจ้าของห้อง

เข้าไปด้านในจะเป็นโต๊ะทำงานที่ติดกับกระจกบานใหญ่เชื่อมต่อกับโถงห้องนั่งเล่น ทำให้มองเห็นความเคลื่อนไหวที่โถงชั้นล่างได้อย่างเงียบ ๆ อยู่ภายในห้องส่วนตัว พื้นเป็น Engineering Wood ให้สัมผัสที่เรียบหรู ดูสวยงามเป็นธรรมชาติ

ผมชอบไอเดียการเล่นกับผนังด้านข้าง ดีไซน์เนอร์ออกแบบให้เป็นชั้นวางของที่กรุด้วยกระจกเงาพ่นลายเข้ากรอบบานใหญ่ เพื่อช่วยให้ห้องดูไม่ราบเรียบจนเกินไปนัก

บริเวณส่วนพักผ่อน จัดวางเตียงให้มีระยะห่างจากโต๊ะทำงานพอสมควรครับ เนื่องจากภายในห้องมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง จึงทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน ห้องนอนหลักจัดวางเตียงนอนขนาดใหญ่ ที่บุหัวเตียงให้อย่างหรูหรา ดูแล้วเข้ากันดีกับลวดลายของหมอนและผ้าคลุมเตียง หัวเตียงทั้ง 2 ด้านจัดวางโต๊ะหัวเตียงและโคมไฟอ่านหนังสือดีไซน์โมเดิร์นเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่ที่ผมชอบคือผนังหัวเตียงด้านข้างทั้ง 2 ออกแบบให้เป็นบานสไลด์ที่เปิดรับแสงจากภายนอกได้ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในและภายนอกเชื่อมต่อกัน

ปลายเตียงเจาะช่องให้สามารถวางของชิ้นเล็กโชว์ได้ ส่วนผนังจะติดตั้งทีวีแขวนเอาไว้ให้แล้วเรียบร้อยเพื่อความสวยงามและเป็นระเบียบ ส่วนระยะการในการรับชมทีวีจากบนเตียงผมถือว่ากำลังพอดี พื้นที่โดยรอบเตียงเดินได้สบายเลยครับ ด้านข้างจะใกล้กับบานหน้าต่างกระจกทรงโค้งบานไม่ใหญ่นัก จะเป็นโถงทางเดินเพื่อนำไปยัง Walk-in Closet

Walk-in Closet ด้านในที่ติดตั้งตู้เสื้อผ้าไว้เต็มผนัง ด้านในสุดของห้องนี้จะเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ผมค่อนข้างชอบมุมนี้เพราะรู้สึกถูกใจคืออยากมีห้องแต่งตัวที่เป็นโทนสีขาวห้องใหญ่ ๆ ตู้เสื้อผ้าเยอะ ๆ เรียงรายกันไปดูสะอาดตาดี ดูแล้วอยากเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาแต่งตัว

อีกด้านจะเป็นประตูทางเข้าห้องน้ำที่คุมโทนสีขาวเบจ การที่สถาปนิกเลือกใช้กระเบื้องหินอ่อนแผ่นใหญ่ก็ช่วยให้ห้องน้ำดูโดดเด่นขึ้นได้เช่นกัน ห้องน้ำ Master Bathroom มีขนาดใหญ่มาก เนื่องจากประตูอยู่ตรงกลาง ภายในแยกส่วนเปียกแห้งชัดเจน ด้านซ้ายเป็นโซนสุขภัณฑ์ ตรงกลางติดตั้งอ่างล้างหน้าแบบ His & Her และกระจกเงาบานใหญ่

ส่วนด้านในสุดติดหน้าต่างจะเป็นอ่างอาบน้ำดีไซน์คลาสสิคจาก Kohler

กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 4 กันบ้างครับ ออกแบบให้เป็นห้องนอนรอง 2 ห้องจนเต็มพื้นที่ แต่ละห้องมีขนาดใหญ่มาก มาพร้อมกับห้องน้ำในตัว ความสูงของชั้นนี้จะอยู่ที่ 2.75 เมตรครับ ผมเริ่มจากห้องนอนฝั่งด้านหลังกันก่อนดีกว่า ภายในตกแต่งโทนสีเทา-เบจ ให้ความรู้สึกเรียบหรู ดูเคร่งขรึม ริมหน้าต่างเป็นบานกระจกจัดวางโต๊ะทำงานทรงกลมเอาไว้ดีไซน์เก๋เลยครับ ดูกลมกลืนกับภาพรวมของบ้านดี

ส่วนพักผ่อนจะอยู่ตรงกลางห้องจัดวางเตียงขนาดใหญ่พร้อมพื้นที่รอบเตียงเดินได้สบายเลย หัวเตียงจัดวางโคมไฟสีน้ำตาลเข้มช่วยเพิ่มมิติให้กับห้อง พร้อมโต๊ะหัวเตียง ด้านข้างติดตั้งตู้เสื้อผ้า ก่อนจะเข้าไปด้านในเป็นโซนของห้องน้ำแต่ไม่มีอ่างอาบน้ำติดตั้งมาให้ ส่วนปลายเตียงจัดวางตู้เก็บของขนาดใหญ่และสามารถวางทีวีไว้ด้านบนได้

ห้องนอนอีกห้องจะอยู่ฝั่งด้านหน้าบ้าน ห้องนี้ผมว่าดูค่อนข้างโปร่งโล่งกว่า อาจจะด้วยเพราะการได้มีผนังกระจกเปิดช่องแสงเต็มพื้นที่ ทำให้แอบชอบห้องนี้มากกว่านิดนึง ภายในจัดวางฟังก์ชันคล้ายกัน คือมีเตียงอยู่ตรงกลางพร้อมโคมไฟหัวเตียงทั้ง 2 ข้าง แต่ที่เป็นกิมมิคซ่อนเอาไว้คือ ผนังหัวเตียงด้านข้างทั้งสองสามารถสไลด์เปิดออกได้เพื่อเปิดรับแสงจากภายนอก จึงทำให้ห้องนี้ดูโปร่งมากขึ้นไปอีก ด้านข้างติดตั้งตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่เอาไว้ให้เรียบร้อย

ในส่วนของปลายเตียงนั้น นอกจากจะติดตั้งทีวีแบบแขวนผนังไว้แล้วยังจัดวางเก้าอี้นั่งตัวใหญ่ให้เอาไว้พักผ่อนภายในห้องนอนส่วนตัวได้อีกด้วย ส่วนด้านในสุดจะเป็นห้องน้ำครับ ห้องนี้จะไม่มีอ่างอาบน้ำเช่นกัน

ลิฟต์โดยสารภายในบ้านจะมีถึงแค่ชั้น 4 ครับ ส่วนชั้น 5 ซึ่งเป็นดาดฟ้าและสระว่ายน้ำส่วนตัวจะต้องใช้วิธีเดินขึ้นบันไดต่อไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะขึ้นมาพบกับวิวที่สวยมาก เป็นบรรยากาศของการพักผ่อนแบบส่วนตัวภายในบ้านที่เชื่อมต่อกับบริบทโดยรอบได้ การเปิดพื้นที่เป็นลานระเบียงยังเป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ สังสรรค์กับสมาชิกในครอบครัวเพื่อนฝูงก็ทำได้เช่นกัน

ชั้นบนสุดจะมีสระว่ายน้ำระบบเกลือ ที่มองออกไปจะเห็นวิวเมืองโดยรอบ สระว่ายน้ำมีขนาด 6.75 x 3 เมตร ลึก 1.2 เมตร ปูกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวทั้งหมดดูเรียบหรูมากเข้ากันดีกับสีฟ้าของน้ำ มาพร้อมระบบจากุซซี่ ส่วนการ Maintenance จะเป็นหน้าที่ส่วนกลางจะดำเนินการให้ครับ

ผมชอบไอเดียการออกแบบลานกลางแจ้งและที่นั่งในร่มสำหรับทำกิจกรรมภายในครอบครัว ดูแล้วอยากจัดบาร์บีคิวไนท์ หรือพูลปาร์ตี้แบบส่วนตัวขึ้นมาทันที คาดคะเนด้วยสายตาแล้วผมว่าพื้นที่นั่งเล่นด้านบนก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้สระว่ายน้ำเลยครับ ส่วนตัวผมค่อนข้างประทับใจกับการออกแบบฟังก์ชันนี้ของบ้าน เพราะเหมือนว่าเราได้มี Facilities ของโครงการแต่อยู่ภายในบ้านตัวเอง ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว ยิ่งทำให้ MALTON Private Residences Ari เป็นเหมือน บ้านในฝันของผมที่วาดเอาไว้มากขึ้นไปอีก

กานต์ได้มีไปชมบ้านอีกหลังที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ทว่าตกแต่งภายในสไตล์ Tropical Loft ครับ ทำให้เห็นความแตกต่างจากบ้านดีไซน์ French Colonial อย่างชัดเจน

โดยบ้านหลังนี้จะให้ความรู้สึกที่เรียบ เท่ มีความเข้มขรึม เปี่ยมไปด้วยรสนิยมในการเลือกใช้ชีวิต ผมชอบการคุมโทนสีดำ เทา น้ำตาล ชา่วยทำให้บ้านดูมีอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ ประกอบกับการตกแต่งภายในโดยเน้นการใช้สัจจะวัสดุ อย่าง ไม้ เหล็ก กระจก เข้ามาตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์เน้นความเป็น Industrial Design ช่วยให้บ้านดูมีเสน่ห์และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ห้องโถงนั่งเล่นออกแบบให้เป็นสไตล์ Loft เพื่อให้เกิดความดิบของงานดีไซน์จึงต้องออกแบบให้ผนังเป็นผิวปูนเปลือย ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ระดับเวิล์ดคลาส ส่วนพื้นเป็นกระเบื้อง Italian Porcelain บริเวณ Common Area จะเชื่อมต่อไล่เรียงกันไปเริ่มจาก โถงนั่งเล่นสูงจากพื้นจรดฝ้าที่ชั้น 3 เช่นกัน จากนั้นเป็นประตูทางเข้า ห้องน้ำแบบ Powder Room มุมรับประทานอาหารที่ตกแต่งให้ดูมีความ Tropical Loft มากขึ้นด้วยโต๊ะไม้สีเข้มและหนังสีดำ เชื่อมต่อกับครัวยุโรปและบาร์ที่จัดวางเก้าอี้สตูลดูน่านั่งมาก ชวนให้อยากมีความแฮงค์เอาท์ในบ้านตลอดเวลา

เรียกได้ว่าให้อารมณ์บ้านของอาร์ตทิสที่มีเอกลักษณ์ในการออกแบบเฉพาะตัว มีรสนิยมที่ดีในการอยู่อาศัย นับเป็นบ้านอีกหลังที่ตกแต่งออกมาแล้วถูกใจผมมากครับ

#โดยสรุป MALTON Private Residences Ari เป็นโครงการระดับ Super Luxury ของไทยที่เรียกได้ว่าเป็น Rare Item ที่สุดของทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทำเลย่านอารีย์ที่มีความเป็น Urban Culture สูงมาก แต่กลับเงียบสงบเมื่อเข้ามาในซอยพหลโยธิน 8 หรือซอยสายลม ส่วนงานดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในเรียกได้ว่าคลาสสิคในทุกช่วงเวลา ประกอบกับการเป็นบ้านที่ขายแบบ Fully Custom Built–in ทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศ การตกแต่งและฟีลลิ่งจริงก่อนการตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านที่มี 2 สไตล์คือ French Colonial และ Tropical Loft ที่ผมอยากเรียกว่าเป็นผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซชิ้นใหญ่ที่ได้มอบสุนทรียะในการพักอาศัยที่แท้จริงสำหรับทุกคน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้และนัดหมายเยี่ยมชมโครงการแบบ Private Viewing ได้ที่ 061 419 6222
หรือ ลงทะเบียนเพื่อรับข้อเสนอพิเศษ คลิก https://bit.ly/2XVz3Fy

โครงการราคาเริ่มต้น 62 ล้านบาท จองวันนี้รับ
– เฟอร์นิเจอร์แต่งครบทั้งหลัง จาก Olivia Living มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท*
– ฟรี! ค่าใช้จ่าย ณ วันโอนฯ*
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กําหนด

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •