THE FORESTIAS

#นี่คือเมืองในฝัน🍃

🌳 มนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติและจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป …

ข้างต้นเป็นแนวคิดหลักในการสร้าง “โครงการเมืองแห่งแรกของโลกที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้นและมีความสุขมากขึ้น” โดยตั้งใจให้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลางรายล้อมด้วยที่พักอาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย

THE FORESTIAS by MQDC จึงเป็นอภิมหาโปรเจคที่กานต์ตื่นเต้นและเฝ้ารอการมาถึงของโครงการนี้ เพราะตั้งใจเหลือเกินว่าอยากมีบ้านอยู่ที่นี่ บนทำเลแห่งศักยภาพคือบางนา ที่คงไม่เคยมีใครคิดว่าที่ดินผืนนี้จะกลายมาเป็นป่าผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น และเป็นโครงการแรกของโลกที่นำธรรมชาติ สัตว์และมนุษย์ มาอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันภายใต้คอนเซ็ปต์ “Imagine Happiness – ความสุขที่แท้จริง”

กานต์ชอบที่ THE FORESTIAS by MQDC นำแนวคิดการปลูกป่ามิยาวากิ (Miyawaki’ forests) โดย ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิเวศวิทยาทั่วโลกมาใช้ในการปลูกป่าภายในโครงการ เพื่อให้ได้ป่าธรรมชาติโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น มีความสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ไล่ระดับสูงต่ำและสัมพันธ์เกื้อกูลกัน และยังได้นำ “พันธ์ุไม้ท้องถิ่น” จากธรรมชาติของพื้นที่มาร่วมสร้างระบบนิเวศที่สมดุลอีกด้วย

โพสต์นี้ผมจึงอยากจะพาไปเดินป่า สำรวจและทำความรู้จัก THE FORESTIAS ตลอดจนที่พักอาศัย 4 แบรนด์ 4 สไตล์ คือ

Whizdom The Forestias เป็นคอนโดมิเนียมที่เหมาะสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ คนโสดและคนรักสัตว์เลี้ยง

Mulberry Grove The Forestias มีทั้งคอนโดมิเนียมและวิลล่า ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ เตรียมพบกับการเปิดตัวของบ้านตัวอย่างภายใต้คอนเซ็ปต์ Cluster Home ที่ตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันของคนทุกช่วงวัย

The Aspen Tree The Forestias ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัย พร้อมบริการด้านสุขภาพเต็มรูปแบบ

ส่วน Six Senses Residences The Forestias อาจจะต้องรอกันอีกสักนิด ขอติดรีวิวเอาไว้ก่อน เพื่อรอให้บ้านตัวอย่างเสร็จเรียบร้อยครับ

อยากชวนทุกคนไปเดินป่าเพื่อกระชับความสัมพันธ์ เดินตามกานต์ไปสำรวจความงดงามของธรรมชาติ สัมผัสกับสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ผ่านภาพถ่ายในคอลเลคชั่น THE FORESTIAS ที่กานต์นำมาฝากกัน พร้อมอ่านเรื่องราวของโครงการกันต่อด้านในแคปชั่นครับ

หลังจากที่ผมลงทะเบียนนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการผ่านทาง https://theforestias.com เรียบร้อย ก็ได้เวลามาชมความยิ่งใหญ่ของอภิมหาโปรเจคมูลค่า 125,000 ล้านบาทบนพื้นที่ 398 ไร่ ถนนบางนา-ตราด กม.ที่ 7 กันแล้วครับ

แค่เริ่มต้นก็ตื่นเต้นแล้วใช่ไหมครับ

เราจะเริ่มออกสตาร์ทกันจาก Forest Pavilion ที่เพิ่งได้รับรางวัล “เหรียญทอง” สาขาอาคารสำนักงานและพาณิชยกรรม จากการคัดเลือกสถาปัตยกรรมดีเด่น โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปีนี้

THE FORESTIAS by MQDC ได้รับความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น Foster + Partners บริษัทระดับโลกที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาดูเรื่องการออกแบบ วางผังและงานสถาปัตยกรรม

Atelier Ten จะช่วยวางแผนการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ITEC Entertainment ดูแลเรื่องสันทนาการและประสบการณ์เพื่อผู้อยู่อาศัย Baycrest องค์กรจากแคนาดา ที่มีชื่อเสียงมากว่า 100 ปีในด้านการดูแลผู้สูงวัย ตลอดจนคณะสาธารณสุข จาก Harvard University ที่ได้เข้ามาร่วมศึกษาวิจัยผลกระทบจากการออกแบบพื้นที่ที่ส่งผลต่อสุภาพกายและสุขภาพจิตของผู้คนที่อยู่อาศัยที่นี่

รวมถึงการตอบคำถามว่าทั้งหมดนี้คือรากฐานของความสุขที่แท้จริงหรือไม่

เมื่อได้มาชมโครงการผมจึงอยากจะเขียนเล่าไปถึง THE FORESTIAS by MQDC ในแง่มุมของความสัมพันธ์กันระหว่าง มนุษย์ สัตว์และธรรมชาติ

Forest Pavilion เป็นอาคารที่ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจในการสื่อถึงความยั่งยืนของธรรมชาติ และสุขภาวะที่ดี มีความโดดเด่นจากส่วนบนของอาคารที่ยื่นมาสะกดทุกสายตา พร้อมกับพื้นที่สีเขียวทั้งสองด้าน

มีทางเดินจากลานจอดรถขึ้นทางบันไดสู่ทางเดินส่วนกลางที่เปิดโล่ง ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

หรือใครจะสะดวกใช้ลิฟต์ก็มีให้บริการด้านในครับ

เดินขึ้นมาถึงชั้นบน Forest Pavilion ออกแบบสวยมากครับ ภายในจะเป็นห้องตัวอย่างโครงการต่างๆ ซึ่งเราจะได้เข้าไปชมกัน

มี The Forestias Cafe ให้เราได้นั่งพักทานขนมและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งยังมีสินค้าที่ระลึกน่ารักๆ วางจำหน่ายอีกด้วย

อีกเรื่องที่น่าสนใจในโครงการ THE FORESTIAS คือการออกแบบที่คำนึงถึงอนาคตเป็นสำคัญและการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

มีโครงสร้างพื้นฐานภายในโครงการรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้อาศัย เช่น ออกแบบพื้นที่สำหรับทางคนเดินหรือวีลแชร์ เลนสำหรับคนขี่จักรยาน ลู่วิ่งจ๊อคกิ้งแทร็ก พื้นที่วิ่งเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง

ไปจนถึงติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ให้บริการ ออกแบบวางระบบทำความเย็นจากศูนย์กลาง Central Utility Plant ส่งเข้าแต่ละห้องผ่านท่อในอุโมงค์สู่ที่พักอาศัยและทุกอาคารของโครงการ สำหรับทำความเย็นภายในอาคาร ซึ่งทำให้ทุกยูนิตในโครงการปราศจากคอมเพรสเซอร์แอร์ ทั้งยังลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่อากาศได้ถึง 30,000 ตันต่อปี

ออกแบบให้นำระบบสายไฟฟ้า ประปา ท่อดับเพลิง Optic Fiber ฯลฯ ลงอุโมงค์ใต้ดินทั้งหมด เพื่อเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามให้กับโครงการ

นำน้ำทิ้งมารีไซเคิลเพื่อให้สามารถนำกลับไปใช้กับผืนป่าขนาดใหญ่ของโครงการได้

โครงการนำเสนอวิสัยทัศน์อันก้าวหน้าผ่าน Immersive Experience ที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ซึ่งทำเอาผมตื่นเต้นมากครับ

ทีมงานในชุดสีเขียวเข้ม จะพาเราเข้าไปยัง Chamber of Secret ที่มีการนำเสนอผ่านรูปแบบของภาพยนตร์การ์ตูนสรรสร้างโดย DEC Media และ T&B Media Global (Thailand) ผ่านจอ Samsung The Wall ที่เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยสุดๆ ในยุคปัจจุบัน

เป็นการอุ่นเครื่องเพื่อไล่เรียงเรื่องราวและสร้างประสบการณ์ร่วม ให้เกิดความเข้าใจในที่มาที่ไปของโครงการ ไปจนถึงอนาคตของที่ดินผืนนี้ว่า จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

วนการออกแบบภายใน Body & Mind คือการที่ THE FORESTIAS มุ่งสู่ “ชีวิตที่เป็นสุข” อันเป็นจุดประสงค์หลักของโครงการ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คน สุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น

ตลอดจนการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในธรรมชาติ ท่ามกลางระบบนิเวศที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดีจนนำไปสู่ “ความสุขที่ยั่งยืน”

เหล่านี้คึอตัวอย่างการคิดและออกแบบภายนอกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคน

เอาล่ะ!! ได้เวลาที่ผมจะพาทุกคนไปเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบของโครงการกันครับ

ผืนป่าและพื้นที่สีเขียวของ The Forestias นั้นมีพรรณไม้ที่หลากหลายแบ่งออกเป็น 4 โซนด้วยกันคือ

Deep Forest Zone, Magnolia and Evergreen Forest, Edible Forest และ Fragrant Forest ซึ่งผืนป่าและพื้นที่สีเขียวทั้งหมดรวม 30 ไร่ นี้อยู่ในอาณาเขตบริเวณที่แบ่งเป็น Deep Forest , Resident Forest , Event Lawn และ Forest Pavilion

ความหนาแน่นของต้นไม้จะอยู่ที่ 4 ต้นต่อ 1 ตารางเมตร โดยจะใช้แนวคิดการปลูกป่ามิยาวากิ เป็นป่าที่มนุษย์สร้างขึ้นเลียนแบบโครงสร้างของป่าธรรมชาติ เพื่อให้ได้ป่าภายในระยะเวลาอันสั้น

ซึ่งในพื้นที่ 1 ตร.ม. จะประกอบด้วยพรรณไม้ 4 ชั้นเรือนยอดคือพันธุ์ไม้ชั้นเรือนยอดสูงสุด (Tree1) พันธุ์ไม้ชั้นรอง (Tree2) ไม้พุ่ม (Shrub) และไม้คลุมดิน (Herb) ซึ่งเป็นลำดับชั้นตามโครงสร้างป่าธรรมชาติ เพื่อให้ต้นไม้สามารถพึ่งพาอาศัยอยู่ด้วยกันได้

กระบวนการนี้เป็นการสร้างความสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ไม่เป็นระเบียบแบบแผน ดูแล้วไม่เป็นแถวเป็นแนวแต่กลับให้ความร่มรื่นร่มเย็นในแบบที่ป่าจะมอบกลับคืนมาให้เรา

ตลอดจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ของคนและสัตว์ เพื่อเติมเต็มวิถีชีวิตของกันและกันให้มีความสมบูรณ์

ดังนั้น เพื่อให้สัตว์ไม่ถูกรบกวนการอยู่อาศัย จึงได้มีการศึกษาทฤษฎีพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์

โดยได้ออกแบบป่าลึกให้มีระยะถอยห่างประมาณ 30 เมตรจากบริเวณที่คนอยู่อาศัย จึงกลายเป็นที่มาของการปลูกป่าลึก โดยจะไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเดินเข้าไปในบริเวณนี้

“𝑳𝒐𝒐𝒌 𝒅𝒆𝒆𝒑 𝒊𝒏𝒕𝒐 𝒏𝒂𝒕𝒖𝒓𝒆, 𝒂𝒏𝒅 𝒕𝒉𝒆𝒏 𝒚𝒐𝒖 𝒘𝒊𝒍𝒍 𝒖𝒏𝒅𝒆𝒓𝒔𝒕𝒂𝒏𝒅 𝒆𝒗𝒆𝒓𝒚𝒕𝒉𝒊𝒏𝒈 𝒃𝒆𝒕𝒕𝒆𝒓.”

– Albert Einstein

ขณะเดียวกัน ได้เปิดเป็นพื้นที่ให้ลูกบ้านในโครงการ The Forestias ให้สัมผัสกับธรรมชาติผ่านทางเดิน Canopy Walk ซึ่งทางโครงการยังเปิดโอกาสให้คนภายนอกได้เข้ามาศึกษาธรรมชาติรอบโครงการ ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ทางโครงการมีการแบ่งเส้นทาง Canopy Walk ของลูกบ้าน และคนภายนอกนอกอย่างชัดเจนครับ

ส่วน Forest Pavilion จะปรับเปลี่ยนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้แบบ Immersive Experience ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศแบบยั่งยืน

จะมีกิจกรรมที่ต่อเนื่องมาจาก Community Center ด้านหน้าโครงการซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้า, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, Town Center, โรงละคร, Event Hall, ศูนย์การแพทย์และศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ ไล่เรียงเข้ามาจนถึงที่พักอาศัยในโครงการ The Forestias

ไม่ว่าจะเป็น Whizdom The Forestias, Mulberry Grove The Forestias และ The Aspen Tree The Forestias ซึ่งผมกำลังจะพาไปชมห้องตัวอย่างและคอนเซ็ปต์ของแต่ละโครงการ ว่าน่าสนใจอย่างไร

มเริ่มจากโครงการ Whizdom The Forestias มีทั้งหมด 1,119 Units

เป็นคอนโด High Rise 3 อาคารแบ่งออกเป็น 2 โครงการคือ Destinia & Mytopia มีห้องท้ังหมด 825 Units และ Petopia 294 Units ที่แยกออกมาสำหรับลูกบ้านที่ต้องการเลี้ยงสัตว์เป็น Pets Friendly ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ เพราะออกแบบมาให้คนกับสัตว์เลี้ยงอยู่อาศัยร่วมกันได้จริง รวมถึงการคำนึงถึงสุขอนามัยโดยรวม

อยากเล่าถึงความเอาใจใส่ในการออกแบบที่อยู่อาศัยของคนกับสัตว์เลี้ยง ในอาคาร Whizdom Petopia จะเริ่มตั้งแต่ Main Lobby ดีไซน์ให้เป็น Double gate ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงวิ่งหลุดออกมาบริเวณ Drop off ซึ่งอาจเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงได้เพราะมีรถยนต์สัญจรไปมา ส่วนใครที่อยากพาน้องไปวิ่งเล่นออกกำลังกายก็จะจัดพื้นที่ให้เป็น Pet Playground รวมถึงจุดขับถ่ายและ Waste area สำหรับเก็บมูลสัตว์ด้วยครับ มีการแยกห้องน้องหมาน้องแมวด้วย เป็น Co-Living Room สำหรับน้องแมวและห้อง Relaxation Room สำหรับน้องหมา

แต่หากช่วงไหนที่เราไม่ได้อยู่บ้านติดกันหลายวันและไม่สามารถพาน้องไปด้วยได้ ก็สามารถนำไปฝากเลี้ยงได้ที่ Pet Day Care อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมาอีกนิดหน่อย แต่ผมว่ามันจะช่วยให้เราสะดวกสบายในการดูแล และที่สำคัญมันเป็นบริการที่จะช่วยทำให้เราหมดห่วงสัตว์เลี้ยงได้

ส่วนการออกแบบภายในห้องก็คำนึงถึงน้องๆ ที่เป็นสัตว์เลี้ยงเป็นสำคัญ ตั้งแต่ประตูทางเข้าห้องเป็น Door Seal ช่วยป้องกันเสียงได้

ปลั๊กไฟจะออกแบบให้ยกสูงขึ้นเพื่อความปลอดภัย ทั้งยังออกแบบให้มีพื้นที่ภายในและภายนอกห้องของสัตว์เลี้ยง

น้องสามารถเข้าออกผ่านประตู Wicket Door ออกไปเดินเล่นสูดอากาสด้านนอกเองได้ ใครที่เลี้ยงน้องแบบผมจะเข้าใจดีว่านี่คือเรื่องสำคัญ

ส่วนห้องน้ำก็ออกแบบให้มีที่นั่งสำหรับวางน้องเพื่ออาบน้ำพร้อมฝักบัวอาบน้ำของสัตว์เลี้ยงติดตั้งเอาไว้แล้ว

เรียกได้ว่าเป็นคอนโดมิเนียมที่เป็น Pets Friendly ที่แท้จริง

มาชมห้องตัวอย่างในอาคาร Destinia กันบ้างครับ เป็นห้องแบบ 2 ห้องนอน 57.40 ตร.ม. ที่ออกแบบสเปซภายในแบ่งสัดส่วนการใช้สอยได้ดี ทั้ง Common Area มุมรับประทานอาหารและครัว ตลอดจนห้องนอนทั้ง 2 ห้องครับ

เมื่อเปิดประตูเข้าไปเราจะพบกับภาพมุมกว้างของ Common Area ที่เปิดรับแสงธรรมชาติจากประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ มาพร้อมระเบียงซึ่งจุดนี้เป็นไฮไลท์เลยนะครับ และยังมีเสียงนกร้องเบาๆ ยามเช้าคอยปลุกเราจากริมหน้าต่าง ชมโชว์จากกระรอกที่วิ่งไปมาและมีลมจากใบไม้ต้นไม้ที่พัดไหวตลอดทั้งวันโดยเราแทบไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลยครับ

ส่วนครัวจะแยกออกไปกั้นด้วยประตูกระจกใสออกแบบให้เป็นครัวปิด ติดตั้งเครื่องดูดควันเหนือฝ้าเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วเพื่อให้ดูดกลิ่นขณะทำอาหารออกไปยังด้านนอกอาคาร เป็นการระบายกลิ่นได้ดี ออกแบบพื้นที่ครัวให้เชื่อมต่อกับโต๊ะรับประทานอาหารขนาด 4 ที่นั่ง

ส่วนของห้องนอนจะแยะออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งเพื่อความเป็นส่วนตัว ผนังเป็นกระจก Insulted Glass Unit (IGU) คอยกันความร้อนจากภายนอกและกันเสียง

แต่ที่ผมชอบคือการออกแบบให้ตู้เสื้อผ้ามีความลึก 70 ซม. เกินกว่าตู้มาตรฐานทั่วไป ทำให้เรามีปริมาตรในการเก็บของเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่อย่างกระเป๋าเดินทาง เป็นการลงดีเทลที่ดีมากครับ

ส่วนห้องที่ผมชอบจะเป็น Loft 1 ห้องนอน ซึ่งจะอยู่ในส่วนของอาคาร Mytopia ที่จะเปิดขายเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

ผมว่าห้องนี้ออกแบบได้ค่อนข้างลงตัว สำหรับใครที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแต่ให้อารมณ์บ้านเดี่ยว เพราะการที่มีบันไดขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบน เป็นจุดขายที่ผมชอบมาก และด้วยความที่เป็นห้องเพดานสูง จะรู้สึกได้ทันทีถึงความโปร่งโล่งสบายในการพักอาศัย เปิดมุมมองป่าจากภายนอกเข้ามาภายในห้องได้มากกว่า

จะสังเกตว่าทุกห้องและทุกบ้านในโครงการ THE FORESTIAS จะเป็นแอร์ระบบรวมศูนย์ (Center Cooling) ที่มีท่อน้ำเย็นจ่ายแยกเข้าแต่ละห้อง ข้อดีก็คือจะไม่มีการปล่อยลมร้อนผ่านคอมเพรสเซอร์แอร์ออกไปยังด้านนอกอาคาร เพื่อลดภาวะโลกร้อน และยังได้พื้นที่ระเบียงกลับคืนมา ดูสวยงามเป็นระเบียบและสามารถใช้ประโยชน์จากระเบียงได้เต็มที่

นอกจากนี้ ภายในห้องของโครงการได้ติดตั้งเครื่อง ERV (Energy Recovery Ventilator) มาให้แล้วด้วยครับ ช่วยในการหมุนเวียนอากาศภายในกับภายนอกเพื่อปรับสมดุลอากาศให้เหมาะสม รวมถึงมีฟิลเตอร์ช่วยกรองฝุ่น PM2.5 และ PM10 ติดตั้งไว้ให้แล้ว และยังมีระบบ Home Automation เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านด้วยครับ

มาดูห้อง Duplex 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 104 ตร.ม. กันบ้างครับ ห้องนี้เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน โดยออกแบบให้คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยและไม่ลืมการใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว

ดังนั้น Common Area จึงเป็นเหมือนหัวใจหลักของบ้าน ห้องตัวอย่างจัดวางชุดโซฟาเอาไว้ เพื่อให้ทุกคนมาดูทีวี ทำกิจกรรมร่วมกัน พร้อมทั้งจัดวางโต๊ะรับประทานอาหารไว้ที่บริเวณนี้ ซึ่งเป็นมุมที่เปิดรับวิวสีเขียวจากภายนอกโครงการสู่ภายในห้องได้อย่างชัดเจน ประกอบกับฝ้าเพดานที่สูงถึง 6 เมตร ก็ช่วยให้ห้องดูมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ชั้นล่างมีห้องน้ำสำหรับแขกจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ใกล้กันจะเป็นครัวแบบปิดที่ติดตั้งระบบไหลเวียนอากาศภายในห้องเอาไว้ให้แล้วเช่นกัน มาพร้อมกับเคาน์เตอร์ครัว Built-in โดยติดตั้งเตาไฟฟ้า เครื่องดูดควันและอ่างล้างจานแบบ 2 หลุมเป็นของ Franke ส่วน Top เคาน์เตอร์ครัวใช้เป็นหินควอทซ์ครับ

ส่วนของห้องนอน Master Bedroom แม้จะอยู่ที่ชั้นล่างแต่ออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวแยกส่วนออกไปมาพร้อมกับ Walk-in Closet แบบ L-Shape ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่และห้องน้ำให้ในตัว

ส่วนห้องนอนอีก 2 ห้องจะต้องขึ้นบันไดไปชั้นบน โดยทางโครงการจะตกแต่งห้องมาแบบให้แบบ Fully Fitted ครับ ผมชอบไอเดียการนำพื้นที่ใต้บันไดมาทำเป็นห้องเก็บของครับ นับว่าเป็นการใช้พื้นที่ได้สมบูรณ์แบบจริงๆ

ไปชมห้องตัวอย่างของ Mulberry Grove กันดูบ้างครับ เป็นแบรนด์ที่พักอาศัยระดับ Super Luxury ที่ออกแบบให้มุ่งเน้นการอยู่อาศัยและความสัมพันธ์ภายในแบบครอบครัว ซึ่งจะมีทั้งวิลล่า 37 หลังและคอนโดมิเนียมแบบ 6 อาคาร มีห้องพักอาศัย 269 ยูนิต แต่ละอาคารจะมีชื่อเรียกเป็นของตัวเอง ผมว่าเก๋ดี

จากข้อมูลที่ได้รับมา ผมว่าพื้นที่ส่วนกลางจัด Facilities มาให้เยอะมากทั้ง Indoor และ Outdoor ซึ่งจะแยกออกจากโครงการอื่นนะครับไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ และยังแยก Facilities ของลูกบ้านฝั่งวิลล่าและคอนโดออกจากกันด้วย เพื่อความเป็นส่วนตัว

พาไปชมห้องตัวอย่างกันดีกว่าครับ ผมชอบฟีลลิ่งของ Mulberry Grove ที่เน้นความอบอุ่น

ดังนั้นหน้าห้องหรืออยากจะเรียกว่าหน้าบ้าน จึงทำเป็น Porch Area เปรียบเสมือนโถงก่อนเข้าบ้านท่ีถูกออกแบบเพื่อเป็นบริเวณสําหรับถอดรองเท้า เสื้อคลุม จอดจักรยาน ซักผ้า หรือปลูกต้นไม้ ทําให้ลดการนําเชื้อโรคและฝุ่นละอองเข้าไปในพื้นที่ห้องพัก

ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของการออกแบบที่อยู่อาศัยแบบ New Normal

สําหรับ Master Bedroom ถูกออกแบบให้มี Plunge Pool ขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อจากประตูหน้าบ้าน เหมาะกับการอาบน้ําด้วยกันในครอบครัว

แต่ถ้าใครอยากปรนนิบัติผิวแบบส่วนตัวก็สามารถปรับมุมนี้เป็นสปาได้ โดยที่เทอราพิสเองก็ไม่จําเป็นต้องเดินผ่านเข้ามาในบ้าน

ทั้งนี้เพื่อความเป็นส่วนตัวในการพักอาศัยของสมาชิกทุกคนในบ้าน

อีกจุดที่ผมชอบคือการออกแบบประตูกระจกบริเวณ Living Area เป็นแบบเข้ามุมสามารถเปิดออกได้ 2 ด้าน พร้อมกับระเบียงขนาดใหญ่ ให้เราสัมผัสกับธรรมชาติป่าไม้ด้านนอกได้อย่างเต็มที่ มีลมพัดเย็นๆ และแสงแดดอ่อนๆ คอยเป็นเพื่อนบ้านตลอดทั้งวัน

มุมรับประทานอาหารขนาดใหญ่ ติดกับระเบียงชมบรรยากาศภายนอก

เราสามารถจัดที่นั่งเพิ่มมากกว่านี้ได้ครับ เพราะมุมนี้มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง

ใกล้กันเป็นพื้นที่ของครัว ซึ่งผมชอบไอเดียการออกแบบมาก โดยจะมีบานเลื่อนเพื่อกันกลิ่นออกจากครัวเข้าสู่ภายในห้อง โดยที่ไม่ต้องปิดแบบเต็มบานจากพื้นถึงฝ้าเพดาน อีกทั้งยังเป็นครัวที่สวยมากด้วยครับ

Living Area มีขนาดใหญ่ สามารถจัดชุดโซฟาได้หลายที่นั่งเพื่อรองรับสมาชิกในครอบครัว

“𝑰 𝒃𝒆𝒍𝒊𝒆𝒗𝒆 𝒕𝒉𝒆 𝒃𝒆𝒔𝒕 𝒘𝒂𝒚 𝒕𝒐 𝒃𝒆𝒈𝒊𝒏 𝒓𝒆𝒄𝒐𝒏𝒏𝒆𝒄𝒕𝒊𝒏𝒈 𝒉𝒖𝒎𝒂𝒏𝒊𝒕𝒚’𝒔 𝒉𝒆𝒂𝒓𝒕, 𝒎𝒊𝒏𝒅, 𝒂𝒏𝒅 𝒔𝒐𝒖𝒍 𝒕𝒐 𝒏𝒂𝒕𝒖𝒓𝒆 𝒊𝒔 𝒇𝒐𝒓 𝒖𝒔 𝒕𝒐 𝒔𝒉𝒂𝒓𝒆 𝒐𝒖𝒓 𝒊𝒏𝒅𝒊𝒗𝒊𝒅𝒖𝒂𝒍 𝒔𝒕𝒐𝒓𝒊𝒆𝒔.”

-J. Drew Lanham

ห้องน้ำภายในห้องนอนออกแบบได้สวยมาก เชื่อมต่อกับมุมแต่งตัวและโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อความสะดวกสบาย

จากด้านในของห้องน้ำจะเชื่อมต่อกับ Plunge Pool ด้านนอก เข้าออกได้สะดวกมากครับ

Mulberry Grove นับว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ หากใครกำลังมองหาที่พักอาศัยระดับ Super Luxury

อีกหนึ่งรูปแบบที่พักอาศัยที่น่าสนใจและอยากแนะนำสำหรับคนวัยเตรียมพร้อมเกษียณแบบผม ก็คือ The Aspen Tree เป็นโปรเจคที่พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

เราสามารถอยู่ที่นี่ไปได้ตลอดชีวิตเลยครับ โดยร่วมกับ Baycrest Health Sciences จากแคนาดา ที่มีชื่อเสียงมากว่า 100 ปีในด้านการดูแลผู้สูงวัย ออกแบบให้ที่นี่มีบริการต่างๆ ครบวงจรเลยครับ

ทั้งด้านการพักอาศัย อาหาร การดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์ ภายใต้แนวคิด Holistic Lifetime Care for Happy, Healthy, Hassle-Free Living แบ่งเป็น 4 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ Active Living Condominiums เป็นคอนโด High Rise, Sky Villa Residences เป็นคอนโด Low Rise, Wellness Clubhouse และ Health & Brain Center

การออกแบบที่พักอาศัยคำนึงถึงหลัก Universal Design ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้สูงวัยที่เปลี่ยนไป เช่น มีความจำเป็นต้องใช้วอล์กเกอร์หรือวีลแชร์ห้องน้ำจึงมีขนาดใหญ่ และออกแบบให้มีราวจับและพื้นกันลื่น ส่วนภายในห้องเป็นพื้นแบบลดแรงกระแทก Shock Absorbtion Floor

รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยติดตั้งไว้ให้แล้ว อาทิ ปุ่มกดฉุกเฉิน เซ็นเซอร์เปิดปิดไฟอัตโนมัติตอนกลางคืน ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และมี Emergrncy Electricity Backup System ทำให้เรามั่นใจได้ในการพักอาศัย

ส่วนตัวผมชอบ Sky Villa Residences เป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ ทางเดินภายในค่อนข้างกว้างเดินเหินสบาย มาพร้อมกับสวนส่วนตัวภายในห้องกันเลยทีเดียว ได้พื้นที่สีเขียวโดยที่ไม่ต้องออกไปไหน

ห้องนอนมีขนาดใหญ่ สามารถวางเตียงขนาด King Size ได้สบายพร้อมกับพื้นที่รอบเตียงที่กว้างกว่าห้องพักทั่วไป เพื่อรองรับการใช้วอล์กเกอร์หรือวีลแชร์ด้วยครับ

เป็นความฝันของผมเลยนะครับว่าถ้าแก่ตัวมา อยากได้วิลล่าที่มีพื้นที่กว้างๆ มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ อยากนั่งชมวิวสีเขียว แล้วหยิบพู่กันมาวาดรูประบายสี เป็นการสร้างความรื่นรมย์ให้กับตัวเองได้ดีมาก

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ THE FORESTIAS by MQDC เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกความสัมพันธ์ ไม่เพียงแต่กับมนุษย์ด้วยกัน แต่ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์และการอยู่อาศัยร่วมกันของสัตว์และธรรมชาติด้วยครับ

เป็นการย้อนกลับไปใช้ชีวิตที่คืนสู่ธรรมชาติที่แท้ทรู แต่ยังคงความหรูหรา มีระดับเอาไว้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ส่วนกลางและบริการต่างๆ มากมาย

มีที่พักอาศัยให้เราเลือกได้ตามสไตล์ในแบบที่เราต้องการ ได้ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและระบบนิเวศที่ดีเพื่อนำไปสู่ “Happy Living Community for Intergeneration” 

สนใจนัดหมายเยี่ยมชมโครงการและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://mqdc.link/3wT2lCg 

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •