The Okura Prestige Bangkok

🇯🇵คิดถึงญี่ปุ่นนนนนนนนนนนนน🎎

มาใส่ยูกาตะ #ญี่ปุ่นทิพย์กลางกรุง กันไปก่อนนะ

เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกแบบเดียวกับกานต์นะครับ ตอนนี้ถ้าเช็คลิสต์มาว่าอยากไปเที่ยวประเทศไหนที่สุด ญี่ปุ่นคงอยู่ในลำดับต้นๆ

อยากไปใส่ชุดยูตากะ จิบมัจฉะ ดูซากุระ กินเนื้อย่างยากินิกุ 5555 เดี๋ยวถ้าญี่ปุ่นเปิดประเทศเมื่อไร จะพา #แฟนตัวยง เพจ KANT ไปเที่ยวด้วยกัน

ตอนนี้ทำได้เพียงปลอบประโลมตัวเองด้วยการหาไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นทำกันในกรุงเทพฯ ครับ กานต์มาพักผ่อนที่โรงแรม The Okura Prestige Bangkok เป็นโรงแรมสัญชาติญี่ปุ่นที่เปิดบริการมาจะครบ 10 ปีในอีกไม่กี่เดือนนี้ เล็งไว้ว่าจะมา Staycation ที่นี่หลายทีละ อยากมาสัมผัสประสบการณ์ Omotenashi

พอดีเลย ช่วงนี้โรงแรมมีตีม Sweet Japan มาเป็นแพ็กเกจห้องพัก รวมอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่น สปา และบริการแช่อ่างน้ำร้อนคล้ายๆ กับออนเซ็น เป็นอะไรที่สุโก้ยยยยย สุดๆ เลยครับ

นอกจากนี้ ผมยังได้ไปทานอาหารกลางวันแบบไคเซกิเรียวริ ที่ Yamazato ด้วย เป็นฟูลคอร์สสไตล์ญี่ปุ่น Authentic ที่ปราณีต เรียบง่าย เน้นรสอาหารแบบธรรมชาติ แบบเดียวกับที่ผมเคยทานที่ญี่ปุ่นเลยครับ ชอบมากเลย

ส่วนมื้อค่ำ ตรงกับวันที่โรงแรมจัดบุฟเฟ่ต์ Yatai & Izakaya พอดี งานนี้เลยต้อง skip จิบน้ำชายามบ่ายเพื่อเตรียมท้องไว้จัดหนักมื้อเย็นที่ห้องอาหาร Up & Above แต่ไม่ได้มีทุกเสาร์นะครับ ต้องเช็ครอบกับทางโรงแรมอีกที

เสียดายที่ไม่ได้ทานอาหารมิชลิน 1 ดาวที่ห้องอาหาร Elements, inspired by Ciel Bleu เพราะมื้อเย็นชนกัน แต่ขอแวบเข้าไปเก็บภาพและพูดคุยกับเชฟ Gerard Villaret Horcajo มาแล้ว ผมชอบเทคนิค Kombucha ที่เชฟนำมาใช้กับอาหารน่าสนใจมาก ไว้ครั้งหน้าจะต้องไปทานที่นี่ให้ได้เลยครับ

ไปชมภาพในคอลเลคชั่น The Okura Prestige Bangkok ที่ผมนำมาฝากกันดีกว่า พร้อมกับรายละเอียดในแคปชั่นของแต่ละรูปเช่นเคยครับ

ฝากกดไลค์ กดแชร์กันด้วยนะครับ ช่วงนี้เฟสบุ๊คจะเพี้ยนๆ หน่อย โพสต์อะไรไปไม่ค่อยขึ้นเลย งงใจ

“โอะโมะเตนาชิ” Omotenashi (おもてなし) ไม่แน่ใจว่าหลายคนเคยได้ยินคำนี้มาก่อนหรือไม่ แต่ถ้าใครเป็นแฟนญี่ปุ่นตัวยงแบบผม ก็คงเคยได้ยินและสัมผัสกับ “จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น” ซึ่งน่าจะเป็นนิยามที่ชัดเจนที่สุดของ โอะโมะเตนาชิ

Omote – โอะโมะเต แปลว่า เบื้องหน้า
Nashi – นาชิ แปลว่า ไม่มี

ดังนั้น Omotenashi (おもてなし) จึงมีความหมายถึง การบริการแบบที่ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เป็นการให้บริการด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นการบริการที่ทำเพื่อลูกค้าหรือผู้รับบริการที่อยู่ตรงหน้า เฉพาะคนนั้น ในเวลานั้น ณ สถานที่นั้นเท่านั้น

ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่ Okura Hotels ยืดถือมาโดยตลอด

โรงแรม The Okura Prestige Bangkok เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวจากญี่ปุ่นครับ ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก แต่ที่ประเทศไทยจะมีความพิเศษมากขึ้นด้วยความ Prestige แห่งแรกของโลก สะท้อนถึงความหรูหรามีระดับที่เหนือกว่า

ปัจจุบันโรงแรม The Okura Prestige มีด้วยกัน 2 แห่งคือที่ กรุงเทพ และไทเปครับ ส่วนปีหน้าจะเปิดที่ ไทจง, ไซ่ง่อน และพนมเปญ

บรรยากาศวันพักผ่อนสบายๆ ของกานต์ใจกลางกรุงเทพครับ แต่ได้ฟีลเหมือนอยู่กลางโตเกียวเลย

วิวจากห้องพักเห็นตึกน้อยใหญ่ใจกลางเมือง สร้างความตื่นตาตื่นใจพอสมควรเลยครับ เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก ถ้าไม่ได้เข้ามาพัก City Hotel แบบนี้

เช็คอินกันก่อน เรามาถึงที่อาคารปาร์คเวนเจอร์ เพลินจิต จะมารถไฟฟ้า BTS ก็ได้ แต่ผมขับรถมาจอดที่ชั้นใต้ดิน จากนั้นกดลิฟต์มาที่ชั้น 1 แล้วเปลี่ยนลิฟต์ตัวหน้ามากดมาชั้น 24 ครับจะเป็น Lobby ซึ่งผมค่อนข้างคุ้นเคยเป็นเพราะชั้นที่มาทาน Afternoon Tea บ่อยๆ

เช็คอิน Stay นี้เป็นแพ็กเกจ Sweet Japan ครับ จองมาเป็นแพ็กเกจ ซึ่งจะมีห้องพักพร้อมอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นที่ห้องอาหาร Yamazato / บริการ in-room Japanese hot bath แช่น้ำร้อนภายในห้องของเราอารมณ์ออนเซ็นที่ญี่ปุ่นเลยครับ

นอกจากนี้ ยังเลือกได้ว่าจะนวด Okura Gateway หรือนวดเท้า 60 นาที สำหรับ 2 คน

ผมแจ้งขอ Early Check-in ก็ได้นะครับ หรือใครจะลองขอ Late Check-Out ทั้งนี้น่าจะขึ้นอยู่กับห้องว่าง ณ วันนั้นด้วยครับ

บรรยากาศการตกแต่งบริเวณ Lobby มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นสูงมาก เราจะพบเห็นความเป็น Art & Culture ของญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด

ผมชอบการจัดสวนบริเวณหน้าลิฟต์ที่มักจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มาเยือน แต่ละครั้งคือสวยมาก เป็นมุมที่แขกชอบมาถ่ายภาพกัน

Staycation ครั้งนี้พักที่ชั้น 24 ครับ ผมถ่ายภาพการวางผังภายในให้ความรู้สึกเท่ดี แต่ยังคงความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นเอาไว้ได้

ห้องพักแบบ Prestige Suite King ดีไซน์สวยและห้องใหญ่มาก ถ่ายจากมุมในห้องนอนครับ ด้านนอกจะเป็น Living และมุมทำงาน

ชอบความดีเทลสไตล์ญี่ปุ่น คือนอกจากจะจัดเตรียมอุปกรณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานทำธุรกิจแล้ว ยังมีที่แขวนสูทวางไว้ให้ด้วยจ้า

มุมโต๊ะทำงานนี้แสงดีมาก

ภายในห้องพักจัดเตรียมชุดชงชาเอาไว้ให้ด้วยครับ กาน้ำชาเป็นแบบญี่ปุ่นอยากได้มากเลย เอาไว้จิบชาแล้วก็ชมวิว


วิวจากในห้องพักขณะจิบชาไปด้วย กรุงเทพของเรานี่ก็สวยเหมือนกันนะ มองไปแทบจะไม่นึกภาพไม่ออกว่านี่เมืองไทย

ในห้องนอนมีเดย์เบดเอาไว้ให้นั่งพักผ่อนสบายๆ ส่วนที่ Living ก็มีชุดรับแขกเอาไว้ให้ด้วยครับ

ห้องน้ำกว้างมาก แยกโซนกันระหว่างมุมแต่งตัวกับห้องน้ำด้านใน จัดวาง Amenities ไว้อย่างเป็นระเบียบ กล่องนำมาต่อกันเป็นเรื่องราวดีมากครับ ลงดีเทลสุดๆ ส่วนครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผมเป็นของแบรนด์ HARNN ที่เบลนด์กลิ่นให้โรงแรมโดยเฉพาะ

ผมชอบอ่างอาบน้ำหินอ่อนสีน้ำตาลมันช่างเรียบหรู ดูแล้วอยากแช่น้ำขึ้นมาทันที เราสามารถแจ้งพนักงานให้มาเตรียมน้ำร้อนได้เลยครับ

บริการเตรียมน้ำร้อนแช่ออนเซ็นภายในห้องพักจะรวมอยู่ในแพ็กเกจครับ เค้าจะใส่ผงสมุนไพรออนเซ็นจากญี่ปุ่นให้ด้วย

แต่ภาพนี้ผมถ่ายตอนเช้าของอีกวัน นำโฟมมาตีฟองเองครับ

ผมแนะนำว่าใครที่เป็นสายชอบนอนโรงแรม อยากให้สมัครแอพของ AWC ครับจะมี Benefits พิเศษแบบฟรีๆ ให้เรามากมายเลยหากพักโรงแรมในเครือ AWC เช่นบางโรงแรมก็มีเครื่องดื่มฟรีให้ หรือบางที่มีอัพเกรดห้องให้ สมัครได้เลยไม่เสียเงินครับ โหลดได้จาก App Store หรือ Play Store

เนื่องจากเราเช็คอินเร็ว เลยทันไปทานมื้อเที่ยงที่ห้องอาหาร Yamazato อยากลองมานานแล้วครับ กับเซ็ทอาหารไคเซกิ

ขอบคุณพี่สุทธิดา เทคแคร์ดีมาก อธิบายทุกเมนูอย่างละเอียดเหมือนอยู่ญี่ปุ่นจริงๆ นึกถึงตอนไปเรียวกังที่บ้าน เพื่อน Junko Suzuki แล้วมื้อเย็นเสิร์ฟเป็นไคเซกิที่มาพร้อมกับเหล้าบ๊วย อร่อยมาก

ไคเซกิ เป็นศิลปะชั้นสูงในการรับประทานอาหารของชาวญี่ปุ่นครับ จะเสิร์ฟกันแบบคอร์ส ไล่เรียงกันไป แต่ละจานจะปรุงด้วยวัตถุดิบสดใหม่ ตามฤดูกาล พร้อมจัดจานอย่างสวยงาม มีให้เลือก 3 เซ็ทคือ Seasonal / Sushi และ เทมปุระ

ผมชอบการลงดีเทลของเชฟมากเลยครับ มีความประณีตที่แฝงด้วยความน่ารักตามแบบชาวญี่ปุ่น เช่นทำผักเป็นหน้าตุ๊กตา หรือว่าใส่หัวใจมาในดอกไม้ที่ทำจากไชเท้าดอง

🎏บรรยากาศก็ดี มีความเรียบหรูตามสไตล์ Okura สมคำร่ำลือ

ชอบเซ็ท Sushi Kaiseki มาก ปลาดิบคือสด เสิร์ฟแบบไล่เรียงมา จานละเล็กละน้อย เหมือนจะไม่พอกิน แต่อิ่มมากกกกก อร่อยสุดๆ จนอยากตะโกนว่าสุโก้ยยยยยยย

สมกับที่ได้รับเลือกเป็นจานแนะนำจากมิชลินสตาร์

แอบชะโงกมาดูห้องใหม่ที่ Yamazato จะทำเป็นคอนเซปต์ Omakase หรืออาหารแล้วแต่เชฟจะรังสรรค์ให้

ห้องอาหารดูเรียบหรูสไตล์ Okura น่ามาลองมากๆ เลยครับ

รอให้อาหารย่อยสักพัก แล้วบ่ายแก่ๆ เรามีนัดที่สปาจอง The Okura Spa เอาไว้ว่าจะไปนวด ตามแพ็กเกจที่ซื้อมาครับ

ห้องสปาสวยมาก ผมค่อนข้างประทับใจกับการตกแต่งของโรงแรมนี้ในทุกจุดเลยครับ แต่ละ elements คือมีกลิ่นอายญี่ปุ่นแฝงไว้สูงมาก จนแทบลืมไปเลยว่านี่คือกรุงเทพ

ห้องทรีตเมนต์ของ The Okura Spa มีด้วยกัน 5 ห้องครับ ห้องสวีทคือหรูมีจากุซซี่ด้วย ผมจะได้นวดห้องนี้ครับ

เปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนนะครับ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจะมองเห็นวิวกรุงเทพมุมสูง แต่ต้องปิดม่านไว้ก่อน เดี๋ยวคนตกใจ 555

บ้า ไม่ใช่!! เดี๋ยวถ่ายรูปออกมามันจะย้อนแสงนั่นเองครับ

ผมเลือกโปรแกรมนวดเป็น Okura Gateway เป็นนวด Signature ของที่นี่ครับ เทอราพิสจะค่อยๆ ไล่จุดให้เราไปเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย แถมยังนำหินมาวางเพื่อปรับสมดุลในร่างกายระหว่างนวดให้ด้วยครับ สบายสุดๆ

ที่นี่มีฟิตเนสด้วยนะครับ จะอยู่ชั้นเดียวกับสปาและสระว่ายน้ำ เป็นฟิตเนสที่มีเครื่องเล่นเยอะมาก สายรักสุขภาพต้องไม่พลาด

เอาจริงๆ สระว่ายน้ำของที่ The Okura Prestige Bangkok คือวิวสวยมาก ทั้งตอนเย็น ตอนค่ำและตอนเช้า ใครอยากได้แสงสวยๆ แบบทไวไลท์แนะนำให้มาเก็บภาพตอนเย็นครับ

แต่ถ้าใครอยากได้แสงทองๆ ตอนเช้าคือสวยปังมากและไม่ค่อยมีแขกเท่าไรนัก ถ่ายรูปสบายเลย

ขอแวปไปห้องอาหาร Elements, inspired by Ciel Bleu กันหน่อย เจ้าของรางวัลมิชลิน สตาร์ 1 ดวงประจำปีนี้

ห้องอาหารสวยมากเสียดายที่เราไม่ได้จองมา เย็นนี้โต๊ะเต็มจ้า ไว้ครั้งหน้าจะไม่พลาด อยากมาชิมฝีมือเชฟ Gerard Villaret Horcajo ซึ่งเป็นเชฟรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองมากครับกับเทคนิคการทำอาหารฝรั่งเศสที่ผสานเข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศจากญี่ปุ่น

ส่วนมื้อเย็นผมไปทานบุฟเฟ่ต์แบบ Yatai & Izakaya ที่ห้องอาหาร Up & Above

แน่นอนว่า อาหารจัดเต็มทั้งไทย ญี่ปุ่น ตะวันตก ซีฟู๊ด ไม่อั้นกันเลยทีเดียวครับ เลือกกันไม่ถูก ผมชอบสเตชั่นกริลล์แบบ Izakaya มาก อยากให้ไปลองกัน แต่ต้องเช็ครอบกับทางห้องอาหารอีกครั้งนะครับ เพราะไม่ได้มีทุกเสาร์

ทุกคนที่มาทานจะได้อาหารจานพิเศษคือ Giant Scampi Yakisoba with Spicy Seafood Sauce จานนี้ยกขึ้นหิ้งเลยครับ อร่อยมาก เป็นยากิโซบะที่มีความซับซ้อนในรสชาติ แต่เข้ากับกุ้งดีมาก

เป็นจานที่อยากทานอีก

การตกแต่งแต่ละสเตชั่นเป็นแบบร้านที่ญี่ปุ่นเลยครับ ได้บรรยากาศดีมาก เหมาะกับการเที่ยวญี่ปุ่นทิพย์ 555

เราสามารถเลือกได้เลยว่าอยากทานอะไรดี สายปลาดิบก็ไม่ควรพลาด แล่ปลากันสดๆ เลยทีเดียว ทานได้เลยไม่อั้น

ส่วนด้านนอกเชฟจะกริลล์ปลาหมึก กุ้ง หอยเชลล์กันสดๆ เลยครับ เลือกนั่งได้ทั้งที่ด้านนอกแบบโอเพ่นแอร์ ซึ่งก็จะเห็นวิวสวย หรือใครจะนั่งในห้องปรับอากาศก็เย็นสบายดีครับ

แกะคือดีย์ ไม่มีกลิ่นสาบเลย ต้องจัดสักหน่อย เราสามารถหั่นเองได้เลยครับ หรือจะแจ้งพนักงานให้ทำให้ก็ได้

แน่นอนว่าพอเป็นบุฟเฟ่ตสไตล์ญี่ปุ่นก็ไม่อยากให้พลาดของหวานเลยครับ ต้องเผื่อพื้นที่ไว้สักหน่อย เพราะของหวานที่นี่มีให้เลือกเยอะมาก และเป็นสไตล์ญี่ปุ่น

ผมชอบกิมมิคของไม้ไผที่วางไว้ด้านข้างตู้ขนมหวาน ทีแรกนึกว่าเป็นงานประดับตกแต่ง ที่ไหนได้ มันกินได้ครับทุกคน เชฟนำไวท์ช็อคโกแล็ตมาทำเป็นกิ่งไผ่ น่ารักมากกกกกก

อิ่มอร่อยจาก Yatai & Izakaya เมื่อเดินเข้าห้องมา แม่บ้านจัดการเทิร์นดาวน์เตียงให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับวางกระดาษพับนกไว้ให้ เป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรให้ฝันดี

ตื่นเช้ามา ชงชาเขียวกันก่อนเลยครับ อยากได้กลิ่มหอมๆของชา มาทำให้บรรยากาศเช้าๆ ดูสดชื่นขึ้น เดี๋ยวจะลงไปทานอาหารเช้าต่อ

จริงๆ แพ็กเกจ Sweet Japan จะได้รับสิทธิ์ทานอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นที่ห้องอาหาร Yamazato นะครับ แต่เมื่อวานผมไปทานกลางวันมาแล้ว เช้านี้เลยอยากลองทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Up & Above ดูเพราะยังไม่เคยทานอาหารเช้าของที่นี่เลย ได้ข่าวว่าจัดเต็มมาก

ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่คนเค้าว่ากัน อาหารเช้าของ The Okura Prestige Bangkok คือดีย์งามสุดๆ มีให้เลือกหลากหลาย

ผมเลือกมาให้ 3 จานที่ชอบมาก คือ Eggs Benedicts ที่มีความหอมนุ่มเนียนสไตล์ญี่ปุ่น

French toast ขนมปังชุบไข่สไตล์ฝรั่งเศส คือไม่ควรพลาดเช่นกัน เดาจากการทาน คือเชฟขึ้นแป้งขนมปังมาใหม่ให้มีความนุ่มเด้งมากกว่าที่อื่น สูตรคล้ายกับเจ้าดังที่ฮ่องกง แล้วนำไปอบ จากน้ันค่อยนำมากริลล์อีกรอบ ราดด้วยไซรัปหอมๆ นุ่มดีมาก

ส่วนจานสไตล์ไทย ผมยกให้หมูย่างจิ้มแจ่ว หมูนุ่มอร่อยดีมาก อยากทานอีกหลายๆ ไม้

ผมใช้เวลากับอาหารเช้าที่นี่ค่อนข้างมาก เพราะอาหารเยอะและอร่อยจริงจัง อยากให้มาพักและลองทานอาหารเช้าที่นี่กันครับ

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •