The Peninsula Bangkok

#ลองโคฟเวอร์เป็นเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้

ไปรีวิว The Peninsula Bangkok

จตุรเทพโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา

กานต์เป็นคนหนึ่งที่เขียนถึงความหรูหราใหม่ หรือ New Luxury อยู่บ่อยครั้ง พยายามนำเสนอนิยามของคำว่าหรูหราใหม่คือความมุ่งหวังให้เกิดความสุขลึกเข้าไปถึงภายในจิตใจมากกว่าวัตถุ

ธุรกิจ Hospitality เป็นตัวอย่างการนำเสนอ New Luxury ที่น่าสนใจมากครับ จำเป็นต้องตีความหมายใหม่ว่าไม่จำเป็นต้องหมายถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่ หรูหรา โอ่อ่า เสมอไป แต่เป็นความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นำไปสู่นิยามของการมอบ “ประสบการณ์ที่มีความหมายกับชีวิต” มากกว่านำเสนอความหรูหราราคาแพงแบบเดิมๆ อย่างที่ผมเคยเจอและได้รับจากการเข้าพักที่โรงแรม The Peninsula Bangkok ต้องบอกว่าประทับใจมากในหลายจุด และอยากนำมาเล่าต่อ

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า The Peninsula Bangkok เป็นโรงแรมระดับโลกที่อยู่คู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของไทยมาเกินกว่า 20 ปี หลายคนบ่นว่าเก่า หลายคนบอกว่าไม่น่าสนใจ … ผมเองก็คิดแบบนั้น … ในตอนที่ยังไม่ได้มาเข้าพัก หรือแม้ตอนเช็คอินแล้วระหว่างเดินขึ้นลิฟต์ไปบนห้อง มองไปรอบๆ ก็ดูเป็นโรงแรมที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ

แต่จากการเข้าพัก 3 วัน 2 คืนในห้อง Deluxe Suite ผมก็ต้องปรับทัศนคติใหม่ … #อย่าตัดสินหนังสือเพียงเพราะหน้าปก

เราเอาใจไปผูกกับการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา เราไปให้ราคากับเฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่มาพร้อมกับม่านแบบจับจีบทั้งห้อง กระเบื้องหินอ่อนในห้องน้ำซึ่งหลายคนบอกว่าดูเชยมาก แต่หากว่าเราลืมมองให้ลึกถึงมาตรฐานของ Hospitality ที่ตอบโจทย์ New Luxury เป็นจุดมุ่งหมายในการเข้าพัก The Peninsula Bangkok ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็น

การบริการ ผมยกให้ที่นี่ดีกว่าหลายโรงแรม 5 ดาวหลายแห่งที่เคยไปมา ความหรูหราที่มาจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น แม่บ้านจะคอยจัดข้าวของให้เป็นระเบียบทุกครั้ง หลังจากที่ผมวาง macbook และอุปกรณ์ในการทำงานกระจัดกระจายไปทั่วห้องและเมื่อกลับเข้ามา ผมพบว่าแม่บ้านยัง “วาง Body Lotion และน้ำดื่มเอาไว้ให้ข้างๆ มุมทำงานด้วย” เพราะคงเห็นว่าเรานั่งทำงานในห้องแอร์นานๆ เกรงว่าผิวจะแห้งกระมัง

แต่ที่ผมทึ่งไปกว่านั้นคือ แม่บ้านวางผ้าเช็ดแว่นเอาไว้ให้ข้างๆ แว่นตา โดยไม่ได้ร้องขอ เพียงเพราะสังเกตว่าผมเป็นคนใส่แว่นตา การมีช่องใส่รองเท้าที่เชื่อมต่อกับประตูเล็กๆ ด้านนอก เพื่อให้พนักงานนำรองเท้าของเราไปขัดทำความสะอาดก่อนส่งคืน อันนี้เท่มาก สมกับความเป็นโรงแรมระดับผู้บริหารตัวจริง

หรือแม้กระทั่้งระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ภายในห้อง ผมว่า ดีแบบที่ไม่เคยเจอจากโรงแรมไหน ผมสามารถเชื่อมต่อ Chormcast ซีรีย์ จากมือถือไปยังจอทีวีในห้องนั่งเล่นได้ไม่ถึง 10 วินาที มาพร้อมกับระบบเสียงเซอร์ราวด์จากลำโพงที่ฝังอยู่รอบห้องยิ่งกว่าโฮมเธียเตอร์ อยากให้สังเกตรีโมททีวีของที่นี่ เป็นแบบสั่งทำพิเศษมากครับ ส่วนในห้องน้ำมีทีวีที่ฝังลงไปในผนังหินอ่อน ดูเรียบหรูมาก ส่วนในห้องนอนจะมี Control Center ที่เป็นตัวควบคุมได้ทุกอย่างในห้องไว้ในแบบไฮเทคมาก

ภายใต้ความเก่าที่หลายคนมองเข้ามา ผมว่ามันคือความเก๋า ในแบบที่หลายโรงแรมยังทำให้ไม่ได้ ยังไม่รวมถึงการบริการในส่วนอื่นๆ อัธยาศัยไมตรีของพนักงานที่นี่ ดูแล้วมีจิตวิญญาณในการให้บริการเต็มที่มาก

แต่ที่ The Peninsula Bangkok เหนือไปอีกขั้น ด้วยความใส่ใจเรื่องสุขภาพแบบเรียบง่าย แต่มีความหมายต่อชีวิตเพื่อยกระดับ สุขภาพกาย จิตใจ และอารมณ์ในเวลาเดียวกัน ด้วยการเพิ่มโปรแกรม Health & Wellbeing เข้ามา กลายเป็นเป็นโรงแรมที่มีกิจกรรมเพื่อสุขภาพแน่นมาก ตลอดทั้งวันและที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ อยากให้มาลอง Aqua Fits เหมือนผม สนุกมาก เป็นการปรับสมดุลที่มาจาก Body & Mind ที่แท้จริง

ขอไปเล่าต่อในแคปชั่นใต้รูปด้านใน เพราะยังมีเรื่องราว New Luxury จากการเข้าพักที่ The Peninsula Bangkok อีกหลายอย่างที่อยากเขียนให้ได้อ่านกันครับ

วิวจาก Helipad ของโรงแรม The Peninsula Bangkok คือสวยมาก มองเห็นกรุงเทพมหานครแบบ 360 องศา เป็นโรงแรมที่ธรรมดาไม่ได้จริงๆ

จำช็อตเปิดตัวโรงแรมอีกครั้งหลังโควิดเมื่อไม่นานมานี้ได้ตรึงใจ กับการลงจากเฮลิคอปเตอร์ในมาดแบบเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้

รีวิวนี้กานต์ขออนุญาติโคฟเวอร์เอาสนุกๆ ซะหน่อย ก่อนจะพาไปรู้จักสุดยอดโรงแรมหรูระดับตำนานของไทย ที่ยืนหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ผมเคยเห็นบริเวณด้านหน้าทางเข้าโรงแรมช่วง Festive Season มันถูกประดับไฟจนสวยมาก อยากจะมาถ่ายรูปตรงด้านหน้านี้ให้ได้สักครั้ง เป็นทางเข้าโรงแรมซึ่งดูเรียบหรู แต่ดูแพง

ปกติด้านหน้าโรงแรม The Peninsula ทั่วโลก มักจะถ่ายรูปกับรถยนต์ Rolls-Royce กันครับ เพราะถึงขั้นมี Peninsula Brewster Green สีพิเศษสำหรับ The Peninsula เท่านั้น แต่สำหรับที่กรุงเทพจะมีความเก๋กว่าคือมีรถตุ๊กๆ The Peninsula ด้วยครับ

ผมยกให้ The Peninsula Bangkok เป็น 1 ใน 4 โรงแรมที่เรียกว่า จตุรเทพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (อีก 3 แห่งขออนุญาติยังไม่บอกว่าที่ไหน เดี๋ยวจะทำรีวิวสรุปแยกให้ไปอีกอัน)

The Peninsula Bangkok จะอยู่ถนนเจริญนครฝั่งคลองสาน จากบ้านผมที่วงเวียนใหญ่คือมาถึงโรงแรมง่ายมากครับ หรือใครจะมารถไฟฟ้า แล้วต่อเรือที่ตากสินก็ได้เช่นกัน

ความเก๋อันเป็นเอกลักษณ์ของ The Peninsula Bangkok คือเรือหลังคาทรงไทยครับ บริการรับส่งผู้โดยสารทั้งจากท่าเรือตากสินและ Iconsiam

ผมมองภาพนี้แล้วนึกไปถึงเรือสำเภาจีน Aqualuna ที่ฮ่องกง เลยครับ ยิ่งถ้าตอนค่ำ อาคารริมแม่น้ำเปิดไฟแล้วล่ะก็ … ใช่เลย

บริเวณ Lobby ตกแต่งด้วยสไตล์ไทยเฮอริเทจ ซึ่งผมว่าคลาสสิคดีมาก มีภาพจิตรกรรมประดับไว้ เหมือนบ้านเรือนไทยอยุธยา

เช็คอินเสร็จขึ้นห้องดีกว่า ผมพักห้อง Deluxe Suite ชั้น 24 แต่ถ้าสูงกว่านี้จะเป็นห้อง Grand Deluxe Suite ซึ่งแปลนห้องเดียวกันต่างกันที่ระดับความสูง

เข้ามาด้านหน้าจะเป็น Foyer พร้อมกับมุมโต๊ะทำงานสไตล์ห้อง Exexcutive มีมินิบาร์จัดวางไว้ให้ พร้อมนำแข็งที่เตรียมไว้ในถังโดยยังทันได้ร้องขอ

ด้านหลังโต๊ะทำงานเป็นห้องน้ำแบบ Powder Room แต่วิวคือดีย์มาก เปิดหน้าต่างบานเฟี้ยมออกจะมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพมุมสูง เป็นความรื่นรมย์ระหว่างการทำธุระส่วนตัวภายในห้องน้ำ

มองจากห้องน้ำเห็นความเคลื่อนไหวด้านหน้าโรงแรมฝั่งแม่น้ำ มีเรือสัญจรไปมา ทั้งเรือของโรงแรมและเรืออื่นๆ ราวกับภาพยนตร์ที่มีชีวิต นั่งมองแบบนี้เพลินมากเลยครับ

Living Area กว้างมาก จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไว้อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับหน้าต่างบานใหญ่ 3 บาน ที่มองเห็นวิวด้านนอกเชื่อมต่อกันแบบพาโนรามิค

ใกล้กันเป็นโต๊ะรับประทานอาหารซึ่งโรงแรมเขียนการ์ดต้อนรับและวาง Complimentary เป็นผลไม้ ของหวานและช็อคโกแลต ซึ่งมีด้วยกัน 4 รสชาติ

แต่ที่น่าสนใจและเพิ่งมารู้ในภายหลังว่า “มันกินได้” เชื่อพี่ “มันกินได้” ก็คือเรือซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของโรงแรมในกล่อง ตอนแรกมองด้วยตาก็นึกว่าทำจากโลหะหรือพลาสติก พอเปิดกล่องหยิบมาดูถึงได้รู้ว่า มันทำมาจากช็อคโกแลต รู้สึกทึ่งมาก ลงดีเทลแบบสุดๆ ตอนนี้ยังเก็บไว้ในตู้เย็นที่บ้านอยู่เลย สวยดี

ด้านในจะเป็นห้องแต่งตัวและห้องน้ำ ประดับด้วยหินอ่อนสีน้ำตาลอ่อนดูคลาสสิคมาก ซึ่งจัดวางผังแบบสมมาตรคือมีอ่างอาบน้ำตรงกลาง ที่ฝังทีวีเอาไว้พร้อมกับปุ่มคอลโทรลต่างๆ สามารถแช่อ่างพักผ่อนได้อย่างสบายใจ

ส่วนซ้ายขวาจะเป็นกระจกและอ่างล้างหน้า มาพร้อมกับการเซ็ตอัพที่เรียบหรู

ส่วนห้องกระจกด้านซ้ายจะเป็นชาวเวอร์ ด้านขวาเป็นสุขา

ที่ชอบมากคือ Toilet Amenities ครบเซ็ทในห้องอาบน้ำจัดวางครีมอาบน้ำ แชมพูและคอนดิชันเนอร์เอาไว้ ในบรรจุภัณฑ์ที่หรูหราจริงจัง ราวกับเคาน์เตอร์เครื่องสำอางค์ เป็นหลอดโลหะและฝาที่หนักมาก ให้สัมผัสที่ดีกลิ่นจะมีความผสมผสานระหว่างดอกบัวและสมุนไพรอื่นๆ ให้ความสดชื่น

ถัดจากห้องน้ำเข้ามาด้านในสุดริมกระจกจะเป็นห้องนอน ชอบการคุมโทนสีน้ำตาลแดงของหมอนอิง ผ้าคาดเตียงที่รับกันดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ภายในและตัดด้วยสีขาวของชุดผ้าปู ให้ความรู้สึกที่เรียบหรู น่านอนมาก และก็เป็นจริงดังคาดคือที่นอนสบายมาก เตียงนุ่มกำลังดี อาจจะตรงจริตผมที่ไม่ชอบเตียงยวบจนเกินไป ส่วนหมอนมีให้เลือกหลายโปรแกรมแจ้งพนักงานได้เลยครับ

คอนโทรลทุกอย่างจะอยู่ที่หัวเตียง สามารถสั่งงานได้จากที่นี่โดยไม่ต้องลุกไปไหน

เนื่องจากตัวอาคารออกแบบให้หันหน้าเข้าโรงแรม เป็นรูปคล้ายตัว W ดังนั้นทุกห้องจะ Facing หาวิวแม่น้ำเจ้าพระยาหมดเลยครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะเห็นวิวฝั่งซ้ายหรือขวามากกว่ากัน แต่เห็นทั้ง 2 ด้านเลยนะ

อย่างในห้องนอน ถ้ามองจากหน้าต่างออกมาจะเป็นวิวสะพานตากสินที่แสนคลาสสิค

ถ้าเป็นห้องนั่งเล่นจะเห็นวิวแบบ 180 องศา มาพร้อมกับการอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ที่ไม่ค่อยชอบคือโซฟานั่งสบายไปหน่อย มันยวบๆ แต่ก็อยากหอบ Macbook มาทำงานตรงนี้ ได้ฟีลลิ่งเหมือนอยู่บ้านดี ทำงานไปด้วย เปิดทีวีเป็นเพือนไปด้วย ถ้าเบื่อก็เงยหน้ามองวิว สบายใจ

ระหว่างทำงานในห้องก็จะต้องมีบางช่วงที่ออกไปทานข้าวหรือจิบน้ำชา ไปเดินเล่น ทำกิจกรรมสารพัด แต่กลับมาทุกครั้งจะต้องเจอกับเซอร์ไพรส์ในการจัดวางข้าวของเป็นระเบียบมาก ชนิดที่ว่าตอนหลังเกรงใจไม่ค่อยอยากทำห้องรก

แต่ที่ประทับใจคือการวาง Body Lotion เอาไว้ใกล้ๆ คอมที่นั่งทำงาน เข้าใจว่าแม่บ้านคิดว่านั่งทำงานในห้องแอร์นานๆ แล้วผิวจะแห้ง เลยวางไว้ให้สักหลอดนึง

ขณะเดียวกันเมื่อมองไปยังโต๊ะกลางซึ่งวางข้าวของระเกะระกะ ก็มองเห็นซองสีเทาเข้มเป็นผ้าเช็ดเลนส์ ปะตรา The Peninsula น่ารักมาก คงเห็นว่าเราใส่แว่นละมั้ง หรือแม่บ้านคงสังเกตว่าหน้าจอ iPad มันเลอะมาก เลยอยากวางผ้าเช็ดเลนส์เอาไว้ให้ จะใช้หรือเปล่าเขาคงไม่รู้ แต่หน้าที่ของแม่บ้านคือดูแลเอาใจใส่แขกได้ดีมาก เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม

ที่ชอบอีกจุดคือในห้องแต่งตัวจะมีช่องสำหรับใส่รองเท้าเพื่อจะให้พนักงานเอาไปทำความสะอาดให้ วิธีการคือแสนจะเรียบง่าย ใส่เข้าไปแล้วกดปุ่ม ซึ่งพนักงานจะเห็นจากด้านนอกแล้วหยิบออกไปจากนั้นค่อยส่งรองเท้าคืนมาให้ครับ หรือถ้าใครอยากขัดรองเท้าเอง ในตู้เสื้อผ้าก็มีอุปกรณ์เตรียมไว้ให้เช่นกัน ธรรมเนียมพวกนี้เรามักจะเห็นกันในโรงแรมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ตามสไตล์ของนักธุรกิจใหญ่ที่ใส่รองเท้ามันวับตลอดเวลา

นั่งทำงานพักผ่อนอยู่ในห้องจนถึงเย็น ก็จะเป็นเวลาอาหารค่ำ มองออกไปด้านนอกผมว่าเป็นวิวที่สวยงามดีนะ

มองจากหน้าต่างในห้องลงมายังริมน้ำจะเห็นเรือทานข้าวหลายลำวิ่งกันไปมา คึกครื้นดีมาก บางลำก็แต่งไฟดูล้ำมาก บางลำมีคาแรกเตอร์แนวคลาสสิค บางลำเปิด EDM เต้นกันบนเรือแล้วแต่จริตของเรือที่แตกต่างกัน

ส่วนมื้อค่ำของเราวันนี้มาแบบเรียบง่ายมีความเป็นไทยด้วยห้องอาหาร ทิพย์ธารา เหมือนยกเรือนไทยและศาลามาจากอยุธยา มีต้นไม้ต้นไทร ให้บรรยากาศแบบไทยเฮอริเทจที่ชาวต่างชาติชอบมาก

ก่อนจะไปนั่งโต๊ะ พนักงานจะเชิญเรามาพักผ่อนที่เล้านจ์ก่อนเพื่อเป็นการปรับอารมณ์เผื่อบางคนเดินทางมาเหนื่อยๆ ก็จะมีเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมของว่างมาให้นั่งทานสักพัก เป็นตะโก้อยู่ในกระทงทอง มีมูสเผือกกะทิทำเป็นไส้ พร้อมกับเผือกหั่นเตา ท๊อปด้วยคาร์เวียร์กะทิ ประดับด้วยทองคำเปลวและดอกไม้กินได้ เรียกรวมๆ ว่า Jewel Tartlets

ส่วน Welcome Drink ชื่อว่า “ลอยไทย” ได้ความสดชื่นจากเสาวรส น้ำสัปปะรด ใบมินต์ ปะขอบแก้วด้วยพริกเกลือ รสชาติหวานๆ เปรี้ยวๆ ตัดเค็มนิดหน่อย

บรรยากาศคือดีมาก สวยงามเรียบหรู เหมือนทานข้าวอยู่ในยุคสมัยอยุธยาจริงๆ

ห้องอาหารทิพย์ธารา ยุคปัจจุบันจะเสิร์ฟอาหารแนวผสมผสานโดยมีพื้นฐานอาหารอิตาเลียน ใส่ความเป็นไทยและเอเชี่ยนเข้าไป จนกลายเป็นความแตกต่างที่น่ามาลองทานดู

นั่งสักพัก พนักงานจะมาเชิญเราไปที่โต๊ะซึ่งเลือกโต๊ะที่อยู่ติดริมแม่น้ำให้ วิวสวยมาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวต่างชาติชอบมานั่งทานดินเนอร์ที่นี่

วิวจากที่โต๊ะอาหารมองเห็นโรงแรมเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม พร้อมบรรยากาศการสัญจรในแม่น้ำเจ้าพระยาอันแสนคลาสสิค คืนนี้ฟ้าสวยมาก

จานแรก เป็น amush bush เมี่ยงคำและสาคู ทานง่ายๆ เรียกน้ำย่อยก่อนจะเริ่มสั่งอาหารครับ

จานแรกเป็นยำส้มโอ เชฟนำส้มโอ 2 สายพันธุ์คือขาวใหญ่และทับทิมสยาม และมีส้มจี๊ดมาผสมด้วย ด้านล่างเป็น Crumble ที่ทำจากวอลล์นัตส่วนน้ำยำรสชาติจัดจ้านด้วยน้ำมะขามเป็นเบส เชฟใส่กะปิตัดรสไปเล็กน้อย จานนี้เปิดปากได้ดีมาก สดชื่นครับ

หอยเชลล์ฮอกไกโดนำไปจี่เสิร์ฟพร้อมซอสน้ำพริกเผา น้ำมันจากใบกระเพรา วางเคียงด้วยใบชิโซะทอด ทานรวมกันคำเดียวได้เลย

อีกจานลองสั่งเป็นเมนู Plant-Based ชื่อว่า “It’s not a cheese” เชฟนำ Ginger Crumble ผสมกับเต้าหู้ วอลล์นัตแล้ววางลงบนมะเขือเทศ จานนี้รสชาติแปลกใหม่ดีครับ

จานหลัก จานแรก คือ “Lobster Hybrid” เชฟนำล็อบสเตอร์ไปโพชแล้วจี่ให้หอม ใส่เห็ดสดและใบมะกรูดหั่นฝอย โรยด้วยพริกญี่ปุ่นทานกับโฟมกะทิที่ตีเอง

“Duck Diva” คล้ายกับแกงเผ็ดเป็ดย่าง เชฟนำเป็ดไปซูวี 8 ชั่วโมงจนนุ่มแบบที่ไม่ต้องใช้มีดหั่น ด้านล่างเป็นพริก มันฝรั่ง องุ่นพร้อมสัปปะรดที่นำไปซูวีเช่นกัน เวลาทานให้ทานเป็ด น้ำแกงและสัปปะรดพร้อมกัน จะให้รสชาติที่เข้ากันดี

เมนูจานหลักที่น่าสนใจอีกจานเป็นแกงครับ เชฟตั้งชื่อว่า “Thailand to Japan” เชฟนำปลากระบอกจากภูเก็ต ใส่เข้าไปในพริกแกงส้มจากทางใต้ โดยใช้น้ำซุปดาชิจากญี่ปุ่นเป็นเบส เชฟใส่สาหร่าย หน่อไม้ญี่ปุ่น และผักไวด์ ร็อกเก็ตเข้ามา ซึ่งผมว่าตัวหลังไม่น่าใส่ รสชาติขมและไม่เข้ากันเลย ทำให้ซุปมีกลิ่นเหม็นเขียวจากผัก

เมนูของหวานมาแล้ว ผมว่าความดีงามของ The Peninsula Bangkok อีกอย่างที่ผมประทับใจมากคือขนมอร่อยทุกอย่างเลยครับ

ไม่ว่าจะเป็น Thai Addict เป็นชูครีมรสชาไทย พร้อมด้วยมะพร้าวป่น ดาร์คช็อคโกแล็ตและพีนัท

Pink Diamond สวยมาก เหมือนทับทิมแต่ไม่ใช่

ส่วนอีกจานเป็นเมนูชื่อน่ารัก Something About Yellow ทุกอย่างคือสีเหลืองหมดทั้งมะม่วง เสาวรส มะนาว นำมาทำในหลายๆ รูปแบบ จานนี้ชอบมากครับ

Petit Four แต่มาอย่างละ 2 ชิ้น

ผมชอบรูปนี้จัง ดูมีความเป็น City Life ดี โรงแรมหรูในตอนกลางคืนกับวิวตึกที่เปิดไฟระยิบระยับเหมือนกับที่ Ezra Pound เคยพูดไว้ว่า “All great art is born of the metropolis.”

มองไปทางด้านขวาจากห้องที่ผมพัก จะเห็นวิวอาคารน้อยใหญ่ฝั่งตรงข้าม มีความเป็นเมืองและวิถีชีวิตริมแม่น้ำซึ่งมีความสวยงามมากครับ

ขณะที่มองจากฝั่งทางด้านซ้าย จะเป็นห้างสรรพสินค้า Iconsiam และอาคารฝั่งตรงข้ามเช่นกัน เลือกไม่ถูกเลยว่าจะให้วิวไหนชนะเลิศดี เพราะมีความสวยสูสีกันทั้งคู่ อยากให้มาดูด้วยตาตัวเอง

ห้องนอนยามพลบค่ำ ผมชอบหยิบหนังสือเอามานั่งอ่านที่เก้าอี้ในส่วนที่ผนังกระจกยื่นออกไป สลับกับการมองลงไปดูวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหวริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

รูปนี้ก็สวย ผมถ่ายผ่านกระจกในห้องนอน ไม่ได้ใช้โดรนแต่อย่างใด

The Peninsula Bangkok เป็นโรงแรมที่ต้องตื่นเช้านะครับ เพราะจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฝั่งพระนคร ดังนั้น ตื่นเช้าๆ มารับข่าวดี (บ้าง) สูดหายใจลึกๆ ชมวิวิวพระอาทิตย์ขึ้นและเตรียมตัวทานอาหารเช้ากัน

“I wanted everybody to see a sunrise and be knocked out by the miracle of it, the world being created every morning.”

จริงๆ เป็นหลักที่ผมคิดเสมอในการทำเพจนะครับ ว่าอยากเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจในมุมต่างๆ ของโลกให้ทุกคนได้อ่านกัน ดังนั้น ทุกเรื่องที่ผมเขียนมันจะมาจากความตั้งใจ ไม่ใช่แค่บอกใครต่อใครว่าเราไปนอนพักโรงแรมที่ไหนมา แต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้พบเจอบนโลกซึ่งกันและกัน

ผมชอบวิวกรุงเทพยามเช้าๆ พอๆ กับพระอาทิตย์ตกครับ แต่ความเก๋ของตอนเช้าคือเราไม่ค่อยได้เห็นว่ามันสวยเท่าตอนเย็น แต่มันเป็นอะไรที่ยูนีคมากนะครับ ที่เราจะได้ตื่นเช้า ๆ มารอชมแสงแรกของวัน เป็นการเริ่มต้นที่มีความหมายมากครับ

อาหารเช้าสามารถเลือกทานได้ที่ห้องอาหารริมน้ำ หรือว่า สั่งมาทานในห้องก็ได้ครับ แต่ที่ไม่อยากให้พลาดเลยคือ ล็อปสเตอร์บัน มันอร่อยมาก เนื้อขนมปังคือกรอบด้านนอก ด้านในยังคงนุ่มเพื่อรับกับเนื้อกุ้งหวานๆ ชิ้นโตๆ ยังติดใจมาจนถึงตอนนี้

มื้อเช้าผมสั่งเป็น In room Champagne Breakfast ครับ มาพร้อมกับวิวสวยๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

อาหารเช้าของ The Peninsula Bangkok ถือว่าดีงามมากครับ แม้จะเป็น In room แต่ Signature Breakfast ยังจัดเต็ม ทังขนมปัง เบเกอรี่Lobster Bun Omelette แซลมอนอโวคาโด โยเกิร์ต พุดดิ้งเมล็ดเชีย แพนเค้ก ชา กาแฟ ผลไม้ น้ำส้ม ฯลฯ โอ้ยยยยยยย มันดีงามที่สุด

หรือใครจะไปทานที่ห้องอาหาร Riverside Cafe & Terrace รับลมชมวิวแม่น้ำที่ชั้นล่างก็ได้ครับ อาหารจัดเต็มทุกสเตชั่นเช่นกัน

ที่ไม่ควรพลาดคือติ่มซำนึ่งกันสดใหม่ ผมจัดขนมจีบไปหลายเข่งเลยครับ

ส่วนในห้องจะเป็นสลัด ผลไม้ Pastry จัดเตรียมไว้ให้เต็มที่ ใครอยากนั่งทานในห้องปรับอากาศก็ได้เช่นกันครับ

Egg Benedicts ของที่ The Peninsula Bangkok ก็ถือเป็นเมนูไฮไลท์เหมือนกันครับ เพราะเราสามารถเลือกขนมปังและซอสได้ตามใจต้องการ

ส่วนด้านนอกจะมีสเตชั่นน้ำผลไม้สกัดเย็น มีหลายตัวน่าสนใจ โดยเฉพาะ Drinks of the day ที่จะครีเอทเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในแต่วันให้เราดื่มแบบไม่ซ้ำกันเลยครับ

บรรยากาศของห้องอาหาร Riverside Cafe & Terrace ซึ่งจะเป็นห้องอาหารหลักที่ทานได้ตลอดทั้งวัน มาพร้อมกับบรรยากาศของริมแม่น้ำเจ้าพระยา

I feel connected to the Chao Phraya River. I have a great memory of when I was sitting in The Peninsula Bangkok there like my home one morning and saw hotel’s boat draw near. I think you can get a good view of the city and the Chao Phraya River from there.

สระว่ายน้ำของ The Peninsula Bangkok เป็นสระที่มีขนาดใหญ่ เป็นแนวลึกจากด้านในสุดของโรงแรมติดกับสปา ลากยาวเป็นสระ 2 สระต่อกันยาวทะลุไปถึงริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเลยครับ

2 ฝั่งริมสระว่ายน้ำจัดวางเก้าอี้อาบแดดและคาบาน่าเป็นศาลาทรงไทย เพื่อการพักผ่อนในวันสบายๆ และยังสามารถมาทำสปาที่นี่ได้ด้วย

ทันทีที่เรานั่ง พนักงานรีบเข้ามาช่วยปูผ้าและบริการน้ำดื่ม ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เราสามารถสั่งได้เลยครับ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

The Peninsula Bangkok เป็นโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Wellness มาโดยตลอดครับ ยิ่งช่วงหลังเติมกิจกรรมเพื่อสุขภาพให้แขกเข้าร่วมมากมายทำให้กลายเป็นโรงแรมที่มีจุดขายโดดเด่นมาก ไม่ว่าจะเป็นโยคะ, Aqua Fits, Breathing Class ฯลฯ ส่วนใกล้ๆ ยังมีบริการ Fitness, ห้องอบไอน้ำ, ซาวน่า และอ่างกุชชี่ คอยให้บริการกันอย่างเต็มที่ได้ทั้งวัน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

Aqua Fits คือเหนื่อยมาก ใครไหวไปก่อนเลยครับ เป็นการทำโยคะและออกกำลังกายในน้ำและบนบอร์ด รู้นะว่ามันดีต่อสุขภาพมาก แต่ไม่ไหว 555

หลังจากเหนื่อยมาในช่วงครึ่งเช้า ขอมาเติมพลังด้วย ติ่มซำซึ่งจัดมาเป็นเซ็ทเมนูให้เลือกครับ ผมถ่ายมารวมๆ ให้ดูเท่าที่จะกดทัน เพราะหิวกันมาก และติ่มซำที่นี่คือขึ้นชื่อเหลือเกิน

เมนูเรียกน้ำย่อยมีให้เลือก 1 จาก 3 จานนี้คือ เป็ดเจกับต้นหอม, หมูอบน้ำผึ้ง (แนะนำ) ไก่อบใบชาข้าวกรอบ

ติ่มซำจะเลือกได้ 6 อย่างจากเมนูเหล่านี้ : ปอเปี๊ยะเจหรือปู, พายเผือกทอด, ห่ำซุยกอก, ซาลาเปาไส้เห็ดหรือหมูแดง, ฮะเก๋า, ขนมจีบหมู, พายหมูแดง, ขนมกุ่ยช่ายเจี๋ยน, ซาลาเปาไส้เนื้อวากิว หรือขนมผักกาดเจี๋ยน

ส่วนอาหารจานหลัก จะเลือกได้ 1 จานจากเมนู ข้าวผัดเหม่ยเจียง, บะหมี่หมูแดง, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจซอสถั่วเหลือง

ถ้าเป็นซุปกับขนมหวานจะแล้วแต่วันครับ วันที่ผมไปเป็นซุปน้ำแดง ของหวานเป็นสาคูแคนตาลูป ซึ่งอร่อยมากกกก

ทานข้าวเสร็จ มาเดินเล่น ชมบริเวณรอบๆ โรงแรมซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และมุมที่นั่งจัดไว้ตามทางเดินต่างๆ เพื่อการพักผ่อน

ผมกำลังถ่ายเชฟที่มาตัดสมุนไพรและพืชผักสวนครัวไปเตรียมทำอาหาร ซึ่งปลูกกันในโรงแรมเลยครับ มีหลายชนิดมาก เช่น กะเพรา โหระพา มะเขือพวง ฯลฯ ทำให้มั่นใจได้ว่าเราได้ทานผักสดใหม่จากต้นและปลอดสาร

ยามบ่ายไปทาน Afternoon Tea กัน วันนั้นเป็นเซ็ทน้ำชาเดือนแห่งความรัก มันก็จะหวานๆ หน่อย ผมชอบชาของที่นี่เพราะใช้ Mariage Frères สัญชาติฝรั่งเศส ชาอันดับ 1 ของโลก หอมมาก

The Peninsula Bangkok เป็นโรงแรมระดับตำนานของเมืองไทยเลยครับ ปีนี้เปิดมา 24 ปีแล้ว และเพิ่งได้รับ 5 Stars Award จาก Forbes Travel Guide Star Award Winners 2021 มาครอง ผมจะพาไป Hotel Tour กัน

ด้านบนสุดชั้น 37 เป็นห้อง VVIP ครับ ชื่อว่าห้องบริพัตร ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงรวบรวมนิทรรศการเกี่ยวกับการบินครับ

ห้องนี้ นอกจากจะจัดแสดงเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน ข้าวของที่น่าสนใจบนเครื่องบินแล้วยังมีเล้าจน์เพื่อใช้ในการรับรองแขกระดับ VVIP ที่เดินทางมาโดยเฮลิคอปเตอร์และจอดที่เฮลิแพดด้านบนครับ

พามาชมชั้นดาดฟ้าของโรงแรม The Peninsula Bangkok ซึ่งไม่ค่อยมีใครเคยได้เห็นมาก่อนครับ วิวด้านบนคือเห็นกรุงเทพแบบ 360 องศา สวยมาก

ลานเฮลิคอปเตอร์ที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุดในกรุงเทพมหานคร

วันนี้มาในมาดของเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้เลยครับ ถ่ายกับวิวพระอาทิตย์ตกของกรุงเทพมหานคร สวยมาก

ตอนใกล้ค่ำเรานัดทำสปาเอาไว้ ซึ่ง The Peninsula Spa เป็นสปาที่ได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย รวมถึง 4 ดาวจาก Forbes Travel Guide เป็นการการันตีคุณภาพและมาตรฐาน

The Peninsula Spa จะเป็นอาคาร 3 ชั้นซึ่งอยู่ด้านในแต่สามารถมองเห็นได้จากสระว่ายน้ำ เป็นอาคารในสไตล์โคโลเนียล ตกแต่งแบบเรือนไทยโบราณ พร้อมกับการบริการระดับ World Class

ห้องทำทรีตเม้นท์มีให้เลือกหลายแบบ ตั้งแต่ห้อง standard ไปจนถึงห้องสวีทส่วนตัว ซึ่งห้องนี้บรรยากาศดีมาก มองออกไปจะเห็นวิวสระว่ายน้ำที่ทอดยาวไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยากันเลยทีเดียว

สปาของที่นี่มีทรีทเม้นท์ให้เลือกเยอะมากครับ แต่มีไฮไลท์คือทรีทเม้นท์ที่ชื่อ Peninsula Time ซึ่งจะถูกออกแบบให้เข้ากับอาการของเราทั้งทางกายและใจ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย หายเมื่อย ซึ่งจะปรับได้ตามความต้องการโดยเทอราพิสผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ

หลังจากทำทรีตเม้นต์เสร็จก็ได้เวลาผ่อนคลายกับการแช่อ่างจากุซชี่ซึ่งมีระบบน้ำร้อนน้ำอุ่นน้ำเย็น ปรับสีและการไหลวนของน้ำได้ พร้อมกับบรรยากาศสบายๆ และวิวสวยๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยาด้านนอก

ดินเนอร์คืนนี้เราจะไปทานบัฟเฟตกันครับ ที่ห้องอาหาร Riverside Cafe & Terrace เช่นเคย แต่มีความพิเศษกว่าเพราะว่ามีหนังกลางแปลงให้เราชมด้วย

บรรยากาศของบัฟเฟตที่ห้องอาหาร Riverside Cafe & Terrace สามารถเลือกได้ว่าจะนั่งริมแม่น้ำด้านนอกแบบเปิดโล่งหรือในห้องปรับอากาศ แต่แนะนำว่าให้แจ้งตั้งแต่ตอนจองเลยครับจะยืนยันที่นั่งได้ดีที่สุด

อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ของที่นี่มีให้เลือกหลายสเตชั่นดีครับ ผมชอบทานอาหารญี่ปุ่นเลยต้องตรงดิ่งมาที่โซนนี้ก่อนเลย

ส่วนใครที่ชอบทางล็อบสเตอร์ วันนี้ผมไปคือเป็น Canadian Lobster on ice แบบไม่อั้นครับ เลือกทานกันได้ตามสบาย

ฟัวร์กราส ก็มีให้เลือกทานเช่นกัน

สำหรับ The Peninsula Bangkok ผมยกให้เป็นม้ามืดที่อยู่นอกสายตา อยากบอกว่าต้องลองมาพิสูจน์ด้วยตัวเองครับ แล้วจะประทับใจเหมือนที่ผมเจอมา โดยเฉพาะความหรูหราที่มอบประสบการณ์แบบ Ultra Luxury เอาไว้ให้ต้องบอกว่าทำได้ในระดับยอดเยี่ยมจนต้องยกให้เป็น 1 ใน 4 โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดีที่สุดในความเห็นของกานต์เลยครับ

ตอนนี้โรงแรมมีแพกเกจ สามใจอยู่นะครับ คือห้องพักพร้อมอาหารเช้าและเลือกได้ 3 จาก 5 รายการนี้
1. Upgrade ห้องพัก
2. Dinner Buffet
3. สปา 1 ชม. สำหรับ 2 คน
4. Afternoon Tea สำหรับ 2 คน
5. Lunch Set ริมสระน้ำ สำหรับ 2 คน

สนใจสอบถามจากทางโรงแรมได้เลยครับ โทร 02 020 2888

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •