The Reserve Sukhumvit 61

#เหมือนรีสอร์ตแต่ไม่ใช่🍃

ให้เราได้มีฟีลวันพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา

คอนโดที่มาพร้อมกับความหรูหรา คลาสสิค

_

กานต์อยากจะติดแฮชแทค #เหมือนรีสอร์ตแต่ไม่ใช่ ไว้ให้ทั่วโครงการเสียจริงๆ ครับ จากประสบการณ์ที่ผมได้ไปนอนโรงแรมรีสอร์ตหรูมาแล้วทั่วโลก ผมว่าคอนโดมิเนียม The Reserve Sukhumvit 61 ทำคอนเซ็ปต์มาได้ดีมาก อารมณ์เหมือนซื้อไว้พักผ่อน แต่เดี๋ยวก่อน!! นี่คือใจกลางสุขุมวิท ทำเลทองของกรุงเทพนะครับทุกคน

ผมจินตนาการภาพตามหลังจากขับรถเข้ามาในซอยสุขุมวิท 61 ความที่ตั้งอยู่เข้ามาด้านใน ทำให้เป็นโซน Residential มากกว่าริมถนนใหญ่ สิ่งที่ตามมาก็คือ #ความเงียบสงบ ร่มรื่น เย็นใจในการพักอาศัยครับ ภาพตัดจากความเป็นสุขุมวิทตอนรถติดๆ มาเลยทีเดียว

The Reserve Sukhumvit 61 มีไฮไลท์ที่น่าสนใจคือการออกแบบให้มี #Courtyard ขนาดใหญ่ที่แทรกกลางระหว่างอาคาร เพื่อให้เป็นสถานที่ที่สามารถพักผ่อน เราจึงได้เห็นการสอดประสานกันทำหน้าที่ของพื้นที่ส่วนกลางอย่างต้นไม้สีเขียว น้ำจากสระขนาดใหญ่และท้องฟ้าที่จะช่วยรีชาร์จพลังให้กับผู้อยู่อาศัยหลังกลับจากทำงานนอกบ้านในทุกวัน

#ความหรูหรามีระดับ The Reserve Sukhumvit 61 มีชื่อเสียงในเรื่องของงานออกแบบที่คุมตีมเอาไว้ได้ดี Luxury in Detail ในทุกมิติที่จับต้องได้จริง มีกลิ่นอายของ Vintage European ด้วยเส้นสายสีดำและหน้าต่างทรงโค้ง ที่ช่วยขับให้ผิวอาคารที่กรุด้วย Limestone สีเบจ มีความโดดเด่นมากขึ้น ดู Modern Classic Luxury ที่เน้นความเรียบหรู Timeless รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอันหรูหราในการตกแต่งเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับโครงการนี้ให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยแต่จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ดีได้ในที่สุด

#โลเคชั่น คืออีกจุดที่จะต้องพูดถึง ด้วยความที่เป็นโครงการคอนโดในย่านทองหล่อ-เอกมัย ดังนั้น The Reserve Sukhumvit 61 จึงเป็นคอนโดที่โดดเด่นด้วย Luxury Lifestyle เชื่อมต่อกับการเดินทางในทำเลอื่นได้ง่าย เพราะสามารถเข้าออกได้ถึง 2 เส้นทาง ทั้งทางฝั่งสุขุมวิท 61 และทางเอกมัยซอย 1 ซึ่งเป็น Exclusive Benefit ในการเดินทางที่มีให้เฉพาะลูกบ้านของ The Reserve Sukhumvit 61 เท่านั้นครับ

ผมอยากเปรียบโครงการ The Reserve Sukhumvit 61 ว่าเป็นดุจเพชรเม็ดงามที่ผมเพิ่งค้นพบหลังจากตามหามานาน จึงอยากเจียระไนเรื่องราวของคอนโดนี้โดยสะท้อนทุกเหลี่ยมเงาแห่งความงดงามออกมาให้ได้มากที่สุด ผ่านภาพถ่ายและเนื้อหาในแคปชั่นครับ

The Reserve Sukhumvit 61

นัดหมายเยี่ยมโครงการ คลิก https://bit.ly/3ngv1Sh

ผมชอบสโลแกนของ The Reserve Sukhumvit 61 ที่ว่า “Reserve Your Exclusivity” มันชัดเจนดีนะครับว่า ผู้ที่จะเลือกเป็นเจ้าของที่นี่จะมีคาแรกเตอร์และไลฟ์สไตล์แบบไหน และสุดท้าย สถานที่ที่คนกลุ่มนี้ต้องการพักอาศัยจะต้องตอบสนองในด้านใดบ้าง จึงกลายเป็น Key Message ที่ชัดเจน ที่พฤกษาต้องการปั้นให้แบรนด์ The Reserve เป็น Top of Hierarchy ของเซกเมนต์คอนโดในพอร์ต

The Reserve Sukhumvit 61 เป็นคอนโดที่ให้อารมณ์รีสอร์ตมากๆ เลยครับ สามารถมีวันพักผ่อนสบายๆ ใจกลางเมืองได้ทุกวัน

การมีคอนโดใจกลางเมือง ทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมาก ตอนเช้าๆ เราก็ค่อยๆ แต่งตัวหล่อๆ ไปทำงานได้ในแบบไม่ต้องรีบมากนัก

โครงการมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ออกแบบโดยใช้แนวคิดสไตล์ Modern Classic Luxury ที่เน้นความคลาสสิค เรียบหรู ไร้กาลเวลา ผมว่าการออกแบบให้มี 2 อาคารรูปตัวแอล (L) หันเข้าหากันเป็นไอเดียที่ดีมากครับ เพราะจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่ Courtyard ตรงกลาง จัดวางเป็นพื้นที่ส่วนกลางขนาด 1 ไร่ ได้แก่ สวนสีเขียว พื้นที่นั่งเล่นและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อนได้ฟีลแบบไปนอนรีสอร์ตหรู แต่ที่นี่คือบ้านของเราเองครับ สามารถมีโมเมนต์นี้ได้ทุกวัน ที่สำคัญการแบ่งห้องพักอาศัยเป็น 2 อาคารเช่นนี้ จะช่วยเรื่องการกระจายความหนาแน่นของลูกบ้าน อยู่กันแบบหลวมๆ สบายๆ ได้รับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ผมจอดรถไว้ที่อาคาร A ซึ่งเป็น Auto Parking จะสามารถจอดได้ทั้งหมด 132 คัน เมื่อจอดรถแล้วเดินเข้า Lobby ได้เลย นับว่าสะดวกมาก ที่จอดรถที่นี่ 100% และยังจัดเตรียม EV Charger สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไว้ให้แล้วด้วยครับ และที่อาคาร B ยังมีที่จอดรถได้อีก 50 คัน แบบ Conventional Parking

เราเดินเข้ามาในอาคาร A กันก่อนนะครับ เมื่อเข้าไปด้านในจะเจอกับ Reception และ Office ของนิติบุคคล จากนั้น จะเป็น Lobby ที่ยกฝ้าเพดานขึ้นสูงแบบ Double Volume ทำให้มีความสูงโปร่ง พักผ่อนกันได้สบายๆ ไม่รู้สึกอึดอัด

ภายใน Lobby จะมีหน้าจอแจ้งสถานะของรถยนต์ที่เราจอดไว้ใน Auto Parking ด้วยครับ ให้เรานั่งรถกันด้านในสบายๆ ได้เลย เมื่อรถลงมาเรียบร้อยค่อยออกไปรับสะดวกมากครับ ผมชอบการออกแบบภายในที่เรียบหรู ดูมีระดับด้วยการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่นั่งแบบหลวมๆ ดีไซน์แตกต่างกันให้ความรู้สึกฟรีฟอร์ม แต่ยังคงคุมตีมสีเอิร์ธโทนเป็นหลักคือน้ำตาล เทา แซมด้วยเขียวและฟ้า ประดับโดยรอบด้วยกระจกสูงโปร่งเพื่อให้เปิดรับวิวธรรมชาติภายนอกได้

ถัดเข้าไปด้านในจะเป็นโถงส่วนกลางของอาคาร A ด้านซ้ายมือจะเป็นทางไปห้อง Mail Room ส่วนทางขวามือจะเป็นห้องน้ำส่วนกลางที่ทันสมัยเพราะใช้อุปกรณ์และโถสุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติทั้งหมด ก่อนจะเข้าสู่ด้านในอาคาร

ทั้ง 2 อาคารจะมีจุดเข้าออกที่ติดตั้งระบบ Face Scan เพื่อลดการสัมผัสจากการใช้งาน หรือ Access Card เพื่อเข้าด้านในตัวอาคาร และติดตั้ง VDO Door Phone สำหรับให้ Visitor ถ้าจะให้ขึ้นไปด้านบนก็ให้กดเบอร์ห้องจากนั้น เครื่องส่งสัญญาณเข้าไปยัง VDO Door Phone ภายในห้องลูกบ้านเพื่อให้กดรับแขกโดยที่ไม่ต้องลงมารับด้านล่าง

แต่หากเป็นแขกทั่วไปที่เราไม่ได้สนิทไม่อยากให้ขึ้นไป ก็จัดให้มีที่นั่ง Lobby ไว้นั่งรอ ก็ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวดีครับ

ผมชอบการออกแบบ Lobby ของโครงการ โดยเฉพาะอาคาร B ที่ตกแต่งด้วยลวดลายของหินอ่อนสีดำสลับกับสีทองสวยงาม ได้ความโปร่งจากฝ้าเพดานแบบ Double Volume การตกแต่งภายในเน้นฟีลลิ่งการพักอาศัยเหมือนได้อยู่ในรีสอร์ตหรู เพราะชั้นล่างบริเวณ Lobby จะมีกระจกเปิดช่องแสงบานใหญ่ เอาไว้ให้เราชมวิวจากภายนอก ซึ่งจะเป็นสระว่ายน้ำ สนามหญ้า สวนสีเขียว แบบเดียวกับเวลาที่ผมไปพักผ่อนตามโรงแรมหรือรีสอร์ตหรูเลยครับ ซึ่งมักจะโชว์ Facilities เหล่านี้เอาไว้บริเวณใจกลางที่พัก อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความรู้สึกสบายตาที่ได้มองเห็นสีเขียวของสนามหญ้า ต้นไม้ และสีฟ้าของน้ำที่พลอยให้ความรู้สึกเย็นใจไปด้วย 

ที่นี่มีบริการ Concierge Service ด้วยครับ เป็นเคาน์เตอร์อยู่ในอาคาร B โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลช่วยเหลือและดูแลลูกบ้านตามความต้องการตลอด 24 ชั่วโมงครับ เราสามารถให้ Concierge ช่วยจองร้านอาหาร จองห้องพักในโรงแรม ช่วยจัดหาแม่บ้านหรือช่วยเรียกรถแท็กซี่มารับก็ได้ครับ นับว่าช่วยเสริมความสะดวกสบายของการอยู่อาศัยได้มากเลยล่ะครับ

สามารถแจ้งขอรับบริการได้ที่อาคาร B ได้เลยครับ

ผมสังเกตว่า นอกจากการออกแบบที่เลือกใช้วัสดุในระดับดีเยี่ยม เหนือระดับแล้ว การให้น้ำหนักกับพื้นที่ส่วนกลาง คือทำได้ดีมาก เพราะกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่โครงการ คือประมาณ 1 ไร่ ออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในการพักอาศัย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า T.R.O.P ออกแบบ Landscape โครงการนี้ได้สวยมาก การจัดวางผังทำได้คลาสสิคและมีกิมมิคซ่อนไว้เยอะพอสมควรครับ ผมชอบไม้พุ่มที่ตัดทรงกรวยแหลมแล้วปลูกในกระถาง มันช่างเสริมบรรยากาศความ Modern Classic Luxury ได้ดี

ออกแบบให้มีทั้งร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ มีการเล่นระดับของเลเยอร์แนวพุ่มไม้ที่แบ่งพื้นที่ใช้งาน และมีมุมที่เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับการใช้งาน มีการจัดพื้นที่ลานพักผ่อนปิดโล่งขนาดใหญ่ด้านหน้าอาคาร A พร้อมกับจัดวางเก้าอี้ที่มีเบาะสีขาววางไว้

ด้านในสนามหญ้ามีที่นั่งขนาดใหญ่ ผมว่ามันได้ฟีลเหมือนกำลังนั่งจิบกาแฟยามเช้าอยู่คาเฟ่ด้านหน้าสวนสาธารณะแถวแมนฮัตตันเลยล่ะครับ

“For things to change you need to change. For things to get better you need to get better. The good news is you can change, you can get better and you can start right where you are at and you can go as far as you want to go.”

-Jim Rohn

มีที่นั่งภายในตัวอาคาร A เป็นมุมแบบเปิดโล่งรับอากาศบริสุทธิ์ มองออกไปจะเห็นต้นไม้และสวนสีเขียวเต็มไปหมดเลยครับ นับว่าเป็นฟีลลิ่งที่สบายๆ มาก

ในส่วนของสระว่ายน้ำของ The Reserve Sukhumvit 61 จะอยู่ถัดจากสวนค่อนมาทางอาคาร B ครับ ซึ่งใครที่อยู่อาคาร A สามารถเดินมาได้ไม่ไกลและได้ฟีลสบายๆ ของสวนที่ขนาบข้างอยู่ก่อนจะเป็นสระ Jacuzzi และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ครับ

สระว่ายน้ำเป็นแบบเปิดโล่งกลางแจ้งตั้งอยู่ที่ชั้น 1 เลยครับ เปิดรับบรรยากาศโดยรอบที่เชื่อมต่อกับทั้ง 2 อาคารได้อย่างลงตัว

เป็นสระว่ายน้ำท่ามกลางสวนสีเขียวขนาดใหญ่ให้บรรยากาศที่สดชื่นมากครับ

ที่นี่เป็นสระระบบเกลือ ขนาด 38 x 5.8 เมตร ลึก 1.2 เมตร มี Sunken Seat เอาไว้นั่งพักผ่อนริมสระเตรียมไว้ให้พร้อมใช้งาน สามารถเล่นน้ำ ชมสวนสวยๆ สไตล์ Modern Classic Luxury จากตรงนี้ได้เลยครับ เหมือนพักอยู่ในรีสอร์ตหรู นับว่าเติมเต็มอารมณ์พักผ่อน เป็นคอนโดที่มากกว่ามีแค่เอาไว้นอน เพราะพื้นที่ส่วนกลางเหล่านี้จะช่วยรีชาร์จพลังให้เราได้ดีมาก

แต่ความเก๋ของที่นี่ก็คือ โดยทางโครงการออกแบบให้บางห้องในชั้น 1 ของอาคาร B มีความเป็น Pool Access ได้เลยครับ สามารถลงสระจากห้องของตัวเองได้ทันที OMG!! นี่มันฟีลเดียวกับ Luxury Resort ชัดๆ เห็นแบบนี้แล้วอยากจะควักตังค์จองทันทีเลยครับ ผมว่ามันสะดวกมาก ให้เราเข้าถึง Facilities ได้ง่ายมากขึ้น และเหมือนมีสระว่ายน้ำในบ้านเป็นของตัวเองด้วยครับ

ในส่วนของ Facilities อื่นๆ จะอยู่ที่อาคาร A ครับ สามารถเดินเข้าจากด้านในอาคารได้เลย แต่สำหรับลูกบ้านอาคาร B จะมีทางเข้าที่ง่ายกว่าไม่ต้องอ้อมไปผ่านด้านหน้าอาคาร A เพราะจะมีทางเดินเข้าอีกประตูฝั่งติดกับสระว่ายน้ำ เราเดินผ่านโซนที่นั่งในร่มใต้อาคาร A เข้ามา ก็จะเจอกับ Fitness

Fitness ของที่นี่อุปกรณ์ครบครันดีครับ จัดเตรียมไว้ให้พร้อมกับแบบฟรีเวทและแมชชีน โดยใช้เครื่องของ Technogym ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องออกกำลังกายระดับโลกครับโดยจัดลู่วิ่งไฟฟ้าและเครื่องปั่นจักรยานไว้รับวิวสวน ส่วนเวทเทรนนิ่งหรือสายเพาะกล้ามจัดเครื่องเล่นไว้ฝั่งกระจกเงาเพื่อให้เราสามารถออกกำลังไปด้วย เช็คบอดี้ตัวเองไปได้ด้วย ส่วนใครที่ปั่นจักรยานก็สามารถชมวิวสวนส่วนกลางด้านนอกเพลินๆ ได้สบายตาครับ

ผมชอบห้องน้ำของที่นี่ถึงกับต้องเก็บภาพมาฝาก เพราะออกแบบได้สวยงามมีระดับ ราวกับอยู่ในโรงแรม 5 ดาวหรูๆ เลยครับ

นอกจาก Fitness แล้วยังมี Yoga Studio อยู่ติดกันครับ ส่วนห้อง Steam อยู่ในห้องน้ำผู้หญิง ห้อง Suana จะอยู่ในห้องน้ำผู้ชาย และมี Private Onsen ที่ให้บริการทั้งหญิงและชาย

โดยรวมพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ The Reserve Sukhumvit 61 ผมว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยมมากครับ ยอมรับเลยว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสนใจคอนโด Low Rise เลยครับ เพราะไปดูมาหลายที่ยังไม่มีโครงการประทับใจถึงขั้นจะจองไว้อยู่เอง แต่โครงการนี้เปลี่ยนใจผมได้ครับ เพราะภาพรวมงานออกแบบสามารถสะท้อนฟีลลิ่งของการพักอาศัยได้ดี มีความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เหมือนคอนโดหลายร้อยหลายพันห้อง พอมาเจอคอนโดสเกลไม่ใหญ่แต่ทุกอณูคือหรูหราทว่าเรียบง่าย อยู่แล้วสบายใจ เห็นได้จากวันที่ผมไปถ่ายรูปรีวิวโครงการ ผมว่ามันเป็นฟีลลิ่งในแบบที่ผมชอบเลยครับ “Reserve My Exclusivity” ที่แท้จริง

ส่วนตัวผมชอบยูนิตพิเศษคือห้องที่มีกระจกทรงโค้งดีไซน์สวยมาก อยู่บริเวณชั้น 4 และชั้น 5 ผมว่าดูเก๋ดีมาก โดยจะเป็นห้องแบบ 2 Bedroom ครับ ซึ่งห้องนอนทั้ง 2 ห้องนี่แหละที่ยื่นออกมานอกอาคาร ให้เราชมวิวสวนและสระว่ายน้ำได้อย่างเต็มตา เป็น Room Type ที่ขายดีมาก

แต่ก็ยังมีอีก Room Type ที่แปลกใหม่และขายดีไม่แพ้กัน นั่นคือแบบ 1 Bedroom Plus ขนาด 48 ตร.ม. ครับ ซึ่งเป็นห้องตัวอย่างที่กานต์จะพาทุกคนไปชมกันครับ

ทุกห้องของโครงการ The Reserve Sukhumvit 61 มีรูปแบบการขายเป็นแบบ Fully Furnished ซึ่งจะให้เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ CHANINTR (ชนินทร์) ครบพร้อมเข้าอยู่ได้เลย โดยดีไซน์ของเฟอร์นิเจอร์นั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละ Room Type ซึ่งหากต้องการเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติม ก็สามารถไปเลือกชมที่โชว์รูมของชนินทร์ ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 61 ซอยเดียวกันนี้ได้เลยครับ

มาชมห้องตัวอย่างแบบ 1 Bedroom Plus กันครับ ด้านหน้าประตูจะเป็นมือจับและ Digital Door Lock ของ Yale สามารถใช้งานได้ถึงสามฟังก์ชันด้วยกันคือ กดรหัส, แตะบัตรและสแกนนิ้ว ผมสังเกตว่าประตูห้องของที่นี่จะเป็นแบบ Oversize ครับคือมีขนาดใหญ่กว่าประตูมาตรฐานของคอนโดทั่วไป ทำให้เวลาที่ขนของชิ้นใหญ่จะสะดวกกว่ามากครับ ส่วนดีเทลอีกอย่างที่ซ่อนไว้ในบานประตูก็คือ โครงการได้ออกแบบให้มีแถบระบายอากาศที่ประตู (Ventilation Door) ทำให้เราสามารถเปิดปิดแถบเพื่อระบายอากาศสร้างการถ่ายเทไหลเวียนเข้าออกของอากาศจากผนังอีกด้านซึ่งมักจะเป็นหน้าต่าง ทำให้รู้สึกโฟลว์ขึ้น ผมว่าเป็นไอเดียที่ดีและมีประโยชน์มากครับ กับคนที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดทำให้การระบายอากาศทำได้ดีขึ้น

ส่วนผนังด้านข้างจะติด VDO Door Phone ที่เชื่อมต่อจาก Lobby ด้านล่าง เวลาที่เรามีแขกมาพบก็สามารถกดเปิดประตูจาก Lobby เพื่อให้เข้ามาภายในอาคารได้ โดยไม่ต้องลงไปรับ เป็นการเพิ่มระบบความปลอดภัยให้มากขึ้นและยังอำนวยความสะดวกแก่ลูกบ้านได้อีกด้วย

เข้ามาภายในห้องจะพบกับชุดครัวด้านหน้าประตู เป็นลักษณะเคาน์เตอร์แนวยาวขนานไปกับด้านหน้าของผนังห้อง ส่วนช่วงปลายจะเว้นช่องขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งตู้เย็นเอาไว้ให้เรียบร้อย

ครัวจะเป็นชุดที่ติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว สเปคคือดีมาก เริ่มจากชุดตู้ Built-in ด้านในเป็นชั้นเก็บของต่างๆ มีโช๊คยกขึ้น-ลงให้ ส่วนท๊อปของเคาน์เตอร์เป็นหิน Quartz ข้อดีคือมีความคงทนต่อรอยขีดข่วน ทำความสะอาดได้ง่าย ทางโครงการติดตั้ง Combi Oven ของ Gorenje มาให้แล้วที่ตู้ด้านล่าง แต่ที่ผมชอบสุดก็คือ Hood ของ Gorenje เข้าชุดกัน สวยมากเพราะเป็นที่รู้กันว่า งานชิ้นนี้ได้ดีไซน์เนอร์ระดับโลกเป็นผู้ร่วมออกแบบคือ Philippe Starck ทั้งหมดเป็นระบบสัมผัส ดีไซน์คล้ายกระจกเงาสะท้อนลงมายังหน้าเตา ให้เราได้เห็นตัวเองตอนทำกับข้าว ที่ติดตั้งเตาแบบ 2 หัวให้

อีกจุดที่ผมว่าโครงการลงดีเทลได้ดีคือและมีความใส่ใจคือการติดตั้ง Food Waste Disposer มาให้ ประโยชน์ก็คือเวลาที่เราล้างจานสามารถโกยเศษอาหารลงท่ออ่างได้เลย จากนั้นกดสวิชต์เครื่องย่อยด้านล่างอ่าง จะบดย่อยเศษอาหารทั้งหมดให้สามารถลงท่อน้ำได้เลยโดยไม่อุดตัน ตัดปัญหาในการอยู่อาศัยไปได้อีกข้อ พร้อมกับมีการติดตั้งถังขยะในตู้ชั้นล่างมาให้แล้วด้วยครับ

ส่วนของมุมนั่งเล่นจะอยู่ติดกับครัวครับ มีการเปิดรับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างด้านหลังชั้นวางทีวี ห้องโถงนี้มีระดับความสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.7 เมตรถือว่าโอเคอยู่นะครับ ระดับนี้จะทำให้ห้องดูโปร่งไม่อึดอัด

จะนั่งอ่านหนังสือ หรือว่าดูทีวีก็รีแลกซ์ดีครับ

ผมสังเกตถึงดีเทลที่พื้นว่ามีความแตกต่างกันแม้จะอยู่ติดกัน นั่นคือส่วนครัวจะเป็นกระเบื้อง Porcelain ที่มีความคงทนต่อความชื้น ทำความสะอาดได้ง่ายลวดลายสวยเป็นหินอ่อน แต่พอขยับเข้ามาเป็น Living Area ส่วนของโต๊ะรับประทานอาหารและมุมนั่งเล่นจะปูพื้นเป็น Engineering Wood ผิวหน้าไม้โอ๊ค โดยเล่นลายแบบก้างปลา (Herritage Bone Pattern) ซึ่งมีความสวยงามเรียบหรูของดีเทลการอยู่อาศัยที่มากขึ้น โดยจะปูยาวต่อเนื่องไปจนถึงห้องนอนด้วยครับ

Master Bedroom ถือว่ามีขนาดใหญ่เพราะอย่าลืมว่าห้องนี้นอกจากมี Living Area แล้วยังต้องออกแบบพื้นที่อีกส่วนให้กับห้องเอนกประสงค์ด้วยนะครับ แต่ห้องนอนก็ถือว่ามีพื้นที่ใช้สอยที่เยอะมาก จัดวางเตียงนอนขนาด 6 ฟุตได้ โดยมีพื้นที่เหลือสามารถเดินได้รอบเตียงเลยครับ หัวเตียงติดตั้งโต๊ะขนาดเล็กเพื่อวางโคมไฟและชาร์จมือถือได้ ผมชอบดีเทลของสวิตช์หัวเตียงเป็นแบบมาสเตอร์เหมือนในโรงแรมเลยครับ ทำให้เราไม่ต้องลุกไปปิดไฟ และติดตั้งที่ชาร์จแบบ UBS ไว้ให้บนแผงควบคุมที่หัวเตียงเอาไว้ให้แล้วด้วย

ห้องนอนจะสามารถเปิดรับแสงจากธรรมชาติผ่านหน้าต่างที่ออกแบบให้เป็นบานถี่ ให้ฟีลลิ่งของการอยู่อาศัยที่บ้านได้ดีกว่า สามารถเปิดออกไปได้ทั้งหมดครับ ช่วยรับลมรับแสงได้ดี มองเห็นวิวภายนอกได้เต็มที่เช่นกัน ปลายเตียงยังมีพื้นที่เหลือสำหรับติดตั้งชั้นวางทีวีได้อีกด้วยครับ มีระยะห่างที่มากพอสมควร เราสามารถนอนชมซีรีส์จากบนเตียงนอนได้สบายเลย

ส่วนของโต๊ะเอนกประสงค์ภายในห้องนอนจะขยับไปอยู่ด้านข้างติดกับตู้เสื้อผ้าและด้านข้างเตียงครับ สามารถใช้เป็นโต๊ะเครื่องแป้งได้ด้วย ซึ่งมีดีเทลซ่อนอยู่เช่นกัน ช่วยในการประหยัดเนื้อที่ภายในห้อง ตรงทางเดินไปห้องน้ำออกแบบตู้เสื้อผ้า Built-in ให้เป็น Walk-in Closet ทั้ง 2 ฝั่ง เป็นบานกระจกสีชา ผมชอบมากดูแปลกตาดี มุมนี้จะอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำพอดี ช่วยให้ใช้งานได้ต่อเนื่องสะดวกดีมากครับ ออกจากห้องน้ำมาก็สามารถแต่งตัวได้เลย

ห้องน้ำจะมีห้องเดียวครับ ใช้งานร่วมกันกับแขกภายนอก เพราะจะมีประตูเปิดเข้ามาจากในห้องโถงได้อีกทางทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่าไม่ต้องเดินเข้ามาในห้องนอนเจ้าของบ้าน ภายในห้องน้ำจัดแบ่งการใช้งานออกเป็นส่วนเปียกและแห้ง วัสดุปูพื้นเป็น Porcelain แบบเดียวกับส่วนครัวครับ ผนังเป็นหินอ่อน Black Forest ทางโครงการติดตั้งชุดอ่างล้างหน้าดีไซน์เรียบหรูพร้อมกระจกเงา และติดตั้งสุขภัณฑ์ทั้งหมดแบบครบเซ็ทจาก Villeroy & Boch แบรนด์หรูระดับโลกครับ

ส่วนด้านในสุดจะเป็นที่อาบน้ำ ติดตั้งฝักบัวจาก Villeroy & Boch แบบ Thermostat มาให้แล้วเราสามารถปรับและผสมน้ำร้อน-น้ำเย็นได้ตามต้องการ ติดกันจะเป็นอ่างอาบน้ำแบบ Asian Size จากแบรนด์ Lavenz สำหรับใครที่ชอบแช่อ่างอาบน้ำ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นย่านสุขุมวิท ซึ่งก็เป็นอีกทาร์เก็ตที่น่าสนใจสำหรับใครจะซื้อเพื่อปล่อยเช่า เขาก็มักจะพิจารณาเรื่องอ่างอาบน้ำเป็นสิ่งสำคัญเลยล่ะครับ

ส่วนอีกห้องถือเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจของ Room Type นี้เลยครับ เพราะออกแบบให้เป็นห้องเอนกประสงค์ สามารถปรับฟังก์ชันการใช้งานได้ตามใจ ภายในห้องตัวอย่างตกแต่งเป็นห้องนอนพร้อมจัดวางเตียงขนาด 3 ฟุตครึ่งได้พอดี เหมาะสำหรับที่จะทำเป็นห้องนอนแขก หรือหากใครมีลูกเล่นก็ทำเป็นห้องนอนเด็กได้เช่นกัน มาพร้อมกับตู้เสื้อผ้าและเก็บของได้ ห้องนี้จะไม่มีห้องน้ำในตัวครับ จะใช้ร่วมกับห้องน้ำใน Master Bedroom

ที่ผมชอบในห้องนี้คือแปลนห้องที่ออกแบบให้มีผนังที่เปิดช่องแสงจากภายนอกเข้ามา นอกจากจะได้รับแสงธรรมชาติและวิวจากภายนอกแล้ว ยังให้ความเป็นส่วนตัวดีครับ เพราะห้องตัวอย่างอยู่ที่ชั้น 1 แต่โซนด้านหลังจะมองออกไปเห็นสวนภายนอกพอดี ทำให้เราเหมือนมีสวนส่วนตัวมองจากในห้องนอนได้เลยทันทีครับ

มาดู Room Type แบบ 1 ห้องนอนปกติกันบ้างครับ สเปคภายนอกจะคล้ายๆ กัน เริ่มจาก ประตูแบบ Oversize ที่จะมีขนาดใหญ่กว่าประตูมาตรฐานทั่วไป มีช่อง Ventilation Door เอาไว้เปิดปิดระบายอากาศอยู่ด้านล่างของประตู หน้าห้องติดตั้ง Digital Door Lock จาก Yale มาให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนภายในติดตั้ง VDO Door Phone จาก Bticino เช่นกัน ช่วยอำนวยความสะดวกเมื่อมีแขกมาพบ สามารถสั่งการเปิดประตูทางเข้าจากภายในห้องได้เลยทันที

เปิดประตูเข้ามาด้านในจะเป็นส่วนของครัวที่อยู่ด้านหน้าทางเข้า พร้อมกับเคาน์เตอร์ Pantry ที่มีขนาดพอเหมาะ ติดตั้ง Hood และ Combi Oven ที่ใช้ได้ทั้งแบบ Microwave และ แบบ Oven ฝังเข้ากับเคาน์เตอร์ให้เรียบร้อยแล้วครับ เป็นแบรนด์ Gorenje ที่ได้สุดยอดดีไซน์เนอร์ระดับโลกอย่าง Phillippe Syarck เป็นผู้ร่วมออกแบบ Hood ทำให้เข้าชุดกันทั้งหมดสวยงามมากครับ มาพร้อมกับเคาน์เตอร์ครัวที่ติดตั้งตู้เก็บของบนล่างเอาไว้ให้เรียบร้อย ภายในตู้ติดตั้งถังขยะเปิดแบบเซนเซอร์ พร้อมอ่างล้างจานจาก Blanco ท๊อปเคาน์เตอร์เป็นหิน Quartz ซึ่งทนทานต่อการขีดข่วน ส่วนด้านล่างติดตั้งเครื่อง Food waste Disposer เราสามารถกวาดเศษอาหารลงท่อได้เลยก่อนจะกดสวิชต์เครื่องย่อยเศษอาหารเพื่อให้สามารถลงท่อน้ำได้เลยโดยไม่อุดตัน ด้านหน้าเปิดช่องเอาไว้สำหรับติดตั้งตู้เย็นขนาดใหญ่เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ

ถัดจากครัวจะเป็น Living Area ครับ จัดวางชุดโซฟาแบบ 2 ที่นั่ง สำหรับดูทีวีได้สบายๆ จัดวางไว้ติดกับประตูกระจกที่เชื่อมต่อกับระเบียงด้านนอก ความที่ดีไซน์ของหน้าบานค่อนข้างถี่จะให้ฟีลลิ่งของการอยู่บ้านได้ดีกว่า สามารถเปิดออกเพื่อรับแสงจากธรรมชาติภายนอก อย่างที่ห้องตัวอย่างมองออกไปจะเห็นต้นไม้น้อยใหญ่พร้อมสวนสวย บรรยากาศดีมากครับ

กึ่งกลางระหว่างชุดรับแขกกับครัวจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหารขนาด 2 ที่นั่ง ซึ่งก็สะดวกในฟังก์ชันการเชื่อมต่อการใช้งานกับครัวได้ดี ทำเสร็จปุ๊บ ลงโต๊ะปั้บ เสิร์ฟและทานได้ทันทีครับ

ด้านในเป็นห้องนอนซึ่งออกแบบผังให้มีขนาดใหญ่ขนานกับ Living Area ด้านนอกเป็นแนวยาว ด้านในสุดเป็นมุมพักผ่อน ทางโครงการจัดวางเตียงนอนขนาดใหญ่ดูเรียบหรูจาก Chanintr เอาไว้ให้แล้วครับ เนื่องเพราะโครงการนี้ขายแบบ Fully Furnished ส่วนริมหน้าต่างออกแบบให้ดู Modern Classic Luxury เน้นบานกระจกที่มีความสูงแต่ซอยถี่หน้าบานแคบ และซอยกรอบเล็กด้านในอีกที ทำให้ดูเก๋และแปลกตาดีครับ

ปลายเตียงจัดวางโต๊ะเตี้ยได้ แนะนำว่าถ้าอยากติดตั้งทีวีเพิ่ม ใช้แบบแขวนผนังจะโมเดิร์นกว่าและประหนัดพื้นที่ได้ดีกว่ามากครับ

ถัดจากเตียงนอนจะเป็นมุมส่วนตัวของคุณผู้หญิงครับ ซึ่งห้องนี้ตกแต่งให้รู้สึกได้ถึงฟีลนั้นจริงๆ ถัดจากโต๊ะหัวเตียงพร้อมระบบสวิตช์ไฟแบบ Master แล้วจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งผมว่าออกแบบได้เก๋และประหยัดพื้นที่ดีครับ ดูภายนอกจะเป็นโต๊ะทำงานเอนกประสงค์ทั่วไป แต่ภายในหน้าบานสามารถฟลิบซ์เปิดออกได้ กลายเป็นช่องเก็บเครื่องสำอางและมีกระจกแต่งหน้าติดอยู่ด้วย ดีมากเลยครับ

ติดกันเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ Build-in เต็มบานติดผนัง ด้านในออกแบบทำเป็นชั้นวางของ ติดตั้งราวแขวนต่างๆ ไว้ให้เรียบร้อย ใช้งานได้ดี รวมไปถึงมีไฟส่องสว่างด้านในติดตั้งไว้ให้แล้ว ส่วนหน้าบานเป็นกระจกสีชา ดูคลาสสิคดีครับ

ส่วนด้านในสุดเป็นห้องน้ำซึ่งติดตั้งอ่างล้างหน้าพร้อมตู้ใต้อ่าง ติดตั้งสุขภัณฑ์ ห้องอาบน้ำเอาไว้ให้เรียบร้อย พร้อมก๊อกน้ำแบบ Thermostat แยกน้ำร้อนน้ำเย็นผสมได้ตามใจ อุปกรณ์ในห้องน้ำทั้งหมดเป็นของแบรนด์ Villeroy & Boch ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวกับที่ใช้กันในพระราชวังแวร์ซาย โดยเป็นชุดสุขภัณฑ์ที่เคลือบสาร Anti Bacteria ในตัวทำให้เพิ่มดีเทลเรื่องความสะอาดเข้าไปได้อีก

#โดยสรุป โครงการ The Reserve Sukhumvit 61 เหมาะสำหรับใครที่มองหาสถานที่อยู่อาศัยที่เป็นมากกว่าบ้าน คือมากกว่าในเรื่องการพักผ่อนที่ได้ฟีลแบบรีสอร์ตหรูใจกลางเมือง โดยเฉพาะใครที่ทำงานย่านสุขุมวิท ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็จะได้กลับมารีชาร์จพลังที่บ้านในบรรยากาศของสวนสวยที่โอบล้อมเราไว้อยู่ตรงกลางพื้นที่กว่า 1 ไร่ อีกทั้งยังมีความ Modern Classic Luxury เพราะต้องยอมรับว่าโครงการนี้ออกแบบได้สวยงามไร้กาลเวลา ดูแล้วอบอุ่นน่าอยู่ มีความเรียบหรู วัสดุที่ใช้ในการออกแบบตกแต่งทุกตัวคือดี เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับโครงการนี้ให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ดีได้ในที่สุดครับ

The Reserve Sukhumvit 61 เริ่ม 6.9 ล้านบาท*
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเยี่ยมชมโครงการฯ ได้ที่ โทร 1739

ลงทะเบียน bit.ly/3ngv1Sh
LINE : Thereservecondo คลิก bit.ly/31TXb8v
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

#Thereservecondo#Thereservesukhumvit61#ReserveYourExclusivity

hemm team
hemm team

• The magazine for Sharp Living, Travel Design and Lifestyle for men •